ต้นตระกูลสุวรรณไตรย์

ต้นตระกูลนี้อยู่ที่บ้านคำชะอี ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันคือจ.มุกดาหาร) เดิมเคยเป็นอาณาจักรส่วนหนึ่งของเมืองหนองสูง มีต้นสกุลคือ “พระสุวรรณะ” หรือ “สุวรรณโคตร” (ท้าวเสือ) อดีตเจ้าเมืองวัง ประเทศลาว อพยพไพร่พลชาวผู้ไทดำจำนวน 1,658 คน ประกอบด้วย ชาวเมืองวัง 852 คน ชาวเมืองคำอ้อคำเขียว 806 คน เมื่อปี 2369 ขณะนั้นเมืองวังไม่สงบ พระเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เป็นกบฎต่อรัชกาลที่3 พระองค์จึงโปรดเดล้าฯให้กองทัพสยามยกทัพขึ้นไปปราบได้สำเร็จจึงให้กวาดต้อนผู้คนรวมทั้งชาวผู้ไทเมืองต่างๆ เข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง จึงเกิดการอพยพชาวผู้ไทครั้งใหญ่

ในครั้งนั้นมีผู้นำคนสำคัญคือ ท้าวสีหนาม (ท้าวสิงห์) เจ้าเมืองคำอ้อ พระศรีวังคะฮาต (ต้นสกุลวังคะฮาต) ท้าวอุปคุต (ไม่ทราบว่าต้นสกุลใด) รวมถึงพระสุวรรณะด้วย ได้มาขึ้นที่ท่าเรือเมืองมุกดาหาร ชาวเมืองวังและเมืองคำอ้อ ได้มาอาศัยอยู่กับเจ้าจันทรสุริยวงศ์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารคนที่ 3 อาศัยอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็ขอหาที่อยู่ใหม่ ที่ๆชาวเมืองวังอพยพเข้ามาอยู่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี (น้ำคำ) ใกล้ภูเขา (ผู้ไทชอบอยู่ใกล้ภูเขาเพราะมีความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น) ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจอาศัยอยู่ที่นี่ ที่ๆชาวเมืองวังอาศัยอยู่คือบ้านคำชะอี (คำสระอี,คำแมงอี) ส่วนชาวเมืองคำอ้อตัดสินใจเดินทางต่อลงไปทางใต้อีก 4-5 กิโลเมตร ที่ๆชาวเมืองคำอ้อตั้งหลักปักฐานอยู่ คือบ้านหนองแวง และหนองสูง อยู่มาเรื่อยๆ ก็กลายเป็นชุมชนใหญ่ มีความร่มเย็นเป็นสุข ต่อมา รัชกาลที่3 มีพระราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท้าวสีหนาม เป็นพระไกรสราชเจ้าเมืองหนองสูง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2387 กล่าวถึงท้าวเสือ หรือพระสุวรรณะ ต้นสกุลสุวรรณไตรย์ คำว่า สุวรรณไตรย์ มาจาก สุวรรณโคตร กับ พระรัตนตรัย ท้าวเสือมีน้องชาย2คน ท้าวเสือ ได้รับตำแหน่งสำคัญเมื่อครั้งหลังจากท้าวราชอาต น้องท้าวสีหนาม (พระไกรสรราชที่3)ถึงแก่กรรม โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้รักษาเมือง” ซึ่งเป็นผู้ทำการแทนเจ้าเมืองหนองสูงต่อจากหลวงอำนาจณรงค์ (บุศย์) เป็น “หลวงทรงฤทธิรอน” ท้าวเสือมีภรรยา 7 คน คนที่7 เป็นลูกสาวเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์(กุฉินารายณ์) มีลูกชาย 1 คน ภายหลังเลิกร้าง ท้าวเสือ หรือ หลวงทรงฤทธิรอน ท่านยังมีบทบาทสำคัญต่อบ้านคำชะอีเป็นอย่างมาก โดยท่านเป็นผู้ที่ได้ไปอัญเชิญผีปู่ตา หรือผีเจ้าปู่ทะดา (เมืองเรณูนครและเขาวงเรียกปู่ถะหลา) จากเมืองวังมาตั้งเป็นเจ้าปู่มเหศักดิ์หลักเมืองคำชะอี ให้ลูกหลานได้กราบไหว้บูชาเป็นที่พึ่งทางใจเพราะหลังจากตั้งบ้านคำชะอีใหม่ๆ ยังไม่มีวัดวาอาราม ราษฎรส่วนใหญ่นับถือผี เจ็บไข้ได้ป่วยหรืออยู่เย็นเป็นสุขก็ว่าผีเป็นผู้กระทำ%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a7

ศาลเจ้าปู่ทะดาหลักเมืองคำชะอีนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณลานหินอันกว้างใหญ่ทางเหนือสุดของหมู่บ้านซึ่งเป็นที่พักพิงตอนแรกของชาวเมืองวังนั่นเอง เวลากระทืบเท้าจะมีเสียงดัง “ตึง ..ตึง” น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชาวเมืองวังจึงเรียกที่นั่นว่า “ดานตึง” ซึ่งปัจจุบันเป็นสำนักสงฆ์และเป็นป่าช้าของบ้านคำชะอีอีกด้วย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้เขียนกลัวมากเมื่อครั้งยังเด็ก… อันว่า เจ้าปู่มเหศักดิ์หลักเมืองคำชะอีนี้ ท่านมีความศักสิทธิ์เป็นอย่างมากเมื่อลูกหลานเจ็บไข้ได้ป่วย หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปสอบเป็นข้าราชการ หรือขอบนบาลศาลกล่าวเรื่องใดเป็นอันว่าได้สมหวังดั่งใจปรารถนา เมื่อเดือนเมษายน 2550 ได้มีการสมโภชขึ้นศาลใหม่ของท่านโดยชาวคำชะอีและใกล้เคียงร่วมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ เกี่ยวข้องกับตระกูลสุวรรณไตรย์ เพราะ “เจ้าจ้ำ”(ผู้สือวิญญาณเจ้าปู่) คนแรกคือท้าวเสือนั่นเอง ต่อมาท้าวเสือถึงแก่กรรม ท้าวสิงห์ (คนละสิงห์กับพระไกรสรราช)เป็นเจ้าจ้ำต่อ เมื่อท้าวสิงห์ถึงแก่กรรม ท้าวเกียงลูกท้าวเสือเป็นเจ้าจ้ำต่อ ท้าวเกียงถึงแก่กรรม คุณตาแปว สุวรรณไตรย์(ลูกท้าวเกียง) เป็นเจ้าจ้ำต่อ นานถึง 40กว่าปี และปัจจุบันนี้คุณตาแปว เสียชีวิตแล้ว ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นเจ้าจ้ำต่อ.. การเลี้ยงผีปู่ทะดาหลักเมืองนั้นจะเว้น2ปี ไปเลี้ยงในปีที่3 ในช่วงสงกรานต์ เรียกว่า “สองปีฮาม สามปีคอบ”(ฮาม แปลว่า ละเว้นหรือละทิ้ง คอบ ภาษาลาวแปลว่าขอบ ในที่นี่นี้แปลว่าบอกกล่าว) ถ้าไม่เลี้ยงเจ้าปู่จะกวนบ้าน ผู้คนล้มตาย น่ากลัวยิ่งนักเพราะเคยมีเมื่อหลังจากท้าวเกียงถึงแก่กรรมแล้ว ไม่มีใครรับเป็นเจ้าจ้ำต่อ ตอนนั้น นายอุ่น สุวรรณไตรย์ พี่ชายของคุณตาแปว ก็ไม่รับเพราะเป็นหนุ่มอายสาวๆ คุณตาแปวก็ไม่รับ นานถึง 2 ปี เจ้าปู่ท่านคงโกรธจึงกวนบ้านกวนเมืองผู้คนล้มตาย น่าสะพรึงเป็นที่สุด สุดท้ายคุณตาแปวจึงรับ ผู้เขียนเองก็เคยเห็นการเลี้ยงผีปูทะดาหลักเมืองคำชะอีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จำได้ว่า เป็นประเพณีที่น่าตื่นเต้นมาก ทั้งน่ากลัว สนุก และอัศจรรย์ยิ่งนักเพราะเมื่อเจ้าปู่ท่านประทับร่างทรง ท่านจะหลับตาพูดเป็นภาษาผู้ไท เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ ท่านจะโปรดปราณลำผู้ไทเป็นอย่างมาก และท่านชอบเสียงปืน เสียงพลุ และเวลามีงานใหญ่ในหมู่บ้านเช่น บุญบั้งไฟ ชาวคำชะอีจะแสดงความเคารพท่านเจ้าปู่ทะดาหลักเมืองโดยจะจุดบั้งไฟบั้งที่2 (ต่อจากการจุดถวายบูชาพญาแถน) ถวายให้เจ้าปู่เสมอทุกปี และเมื่อลูกหลานขับรถผ่านศาลท่านจะบีบแตรดัง3ครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพเจ้าปู่

ต่อมาหลังจากที่บ้านคำชะอีได้ยกฐานะเป็นตำบล และอำเภอตามลำดับ ราษฎรเพิ่มมากขึ้น และมีความเจริญอย่างรวดเร็ว ราษฎรบางส่วนเริ่มทยอยอพยพไปหาที่ทำกินใหม่ยังต่างถิ่น การเดินทางสมัยก่อนนั้นยากลำบากมาก ใช้เกวียนมีควายเป็นพาหนะ มืดไหนนอนนั่น อพยพไปหลายที่ เช่น บ้านบุ่งเลิศ(อ.เมยวดี) บ้านงิ้ว โนนยาง บ้านม่วง(สกลนคร) บ้านป่าแฝก บ้านห้วยลึก อ.ศรีวิไล บึงกาฬ บ้านดุง (อุดรธานี) โดยอพยพไปตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ทุกท่านเหล่านี้ที่นามสกุลสุวรรณไตร ล้วนสืบเชื้อสายจากมาท้าวเสือ และเป็นชาวผู้ไทเชื้อสายคำชะอีโดยแท้ หากแต่การแจ้งชื่อในทะเบียนราษฎร์มีการตัด “ย์” ออก เท่านั้นเอง

ผู้เขียนได้มีโอกาสถามคนเก่าแก่บ้านบุ่งเลิศที่นามสกุลสุวรรณไตร ว่า มีที่มาอย่างไร และต่างจาก สุวรรณไตรย์ อย่างไร ได้คำตอบว่า

  1. นามสกุลนี้ มาจากบ้านคำชะอี โดยปู่ ย่า เคยอยู่คำชะอีมาก่อนเป็นชาวผู้ไท
  2. เนื่องจาก “ย์” นั้นมิได้มีความหมายแต่อย่างใด จึงตัดออก และสอบถามจากคนเก่าแก่หลายท่านกลับได้คำตอบว่า นามสกุลนี้ แต่ดั้งแต่เดิมตั้งแต่สมัยท้าวเสือ ท่านใช้ “สุวรรณไตรย์” ส่วน “สุวรรณไตร” น่าจะเกิดขึ้นภายหลัง

จึงอาจสรุปได้ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ที่อพยพไปถิ่นอื่น สมัยก่อนท่านเหล่านั้นใช้สุวรรณไตรย์ แต่ตัด “ย์” ออก ในภายหลัง?? เหมือนกับสกุลวังคะฮาต ที่บ้านคำชะอีใช้ วังคะฮาต แต่ถิ่นอื่นใช้ วังคะฮาด หรือ วังฆะฮาด แต่ต้นตระกูลอยู่บ้านคำชะอีเช่นเดียวกัน ทั้ง 2 ตระกูลนี้ ถือว่ามีการอพยพไปอยู่ถิ่นอื่นมากที่สุด…แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ตระกูลมีอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนที่เหมือนกัน คือ

  1. เป็นผู้ไท (นามสกุล บ่งบอกถึงชาติพันธุ์และความยิ่งใหญ่)
  2. รู้และยอมรับว่าบรรพบุรุษมาจากคำชะอี
  3. เกื้อกูลซึ่งกันและกันและเกี่ยวญาติกัน

บทความทั้งหมดนี้ล้วนมีแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลจากบทความ เอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้องจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ตลอดจนการสอบถามจากคนเก่าแก่ในท้องถิ่น ขอให้ลูกหลานพึงระลึกอยู่เสมอว่า นามสกุลสุวรรณไตรย์ และสุวรรณไตร เป็นนามสกุลที่มีเกียรติ์ มีศักดิ์ศรี มีชื่อเสียง จงภูมิใจที่ได้ใช้นามสกุลนี้…

แสดงความคิดเห็นจากเฟสบุค

แสดงความคิดเห็นจากระบบสมาชิก

อีเมล์ของคุณจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ป้อนทุกช่องที่มีเครื่องหมาย *