วัฒนธรรมทางด้านภาษา

ภาษาภูไทและถิ่นกำเนิดภูไท

เนื่องจากเป็นบ้านของชาวผู้ไทย ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาผู้ไทยและยังคงรักษาภาษาผู้ไทยไว้ได้ด้วยดีตลอดมา
ภาษา ผู้ไทยเป็นภาษาที่พูดแปร่งไปจากภาษาลาวและภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเขียนได้ เพราะหลายคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด นอกจากจะฟังด้วยหูเท่านั้น จะยกตัวอย่างคำบางคำที่พอจะอธิบายเป็นภาษาเขียนได้พอใกล้เคียง ดังนี้
1. คำที่มีสระ เ-ีย , เ-ือ , -ัว จะเป็นสระ เ-, เ-อ, โอ เช่น
เมีย – เม , เขียน – เขน , เขียด – เคด ,
เสื่อ – เสอ , เลือด – เลิด , เมือง – เมิง ,
ผัว – โผ , ด่วน – โดน , สวน – โสน
2. สระ ไ, ใ, -ัย บางคำจะเป็นสระ เ-อ เช่น
ใต้ – เต้อ ( เสียงแปร่งอยู่ระหว่างวรรรณยุกต์เอกและโท คือ .่……)
ใส่ – เชอ
ให้ ( สิ่งของ ) – เห้อ ( เสียงแปร่ง )
ใหม่ – เมอ
3. พยัญชนะ ข บางคำจะเป็นตัว ห เช่น
เขียง – เหง
ขาย – หาย
ของเขา – หองเหา
เขา ( สัตว์ ) – เหา
4. พยัญชนะ ร จะเป็น ฮ เช่น
เรือ – เฮือ เรือน – เฮือน รอย – ฮอย
ร้อง – ฮ้อง รีบ – ฮีบ
5. บางคำที่สะกดด้วย ก. ไก่ จะไม่มีเสียงตัวสะกดและสระจะเป็นสระเสียงสั้น เช่น
แตก – แต้ะ แบก – แบ้ะ ผูก – พุ
สาก – ซะ ปาก – ป้ะ
6. บางคำที่มีเสียงสระ –ึ จะเป็นเสียงสระ เ-อ เช่น
ลึก – เล็ก ผึ้ง – เผิ่ง ( เสียงแปร่ง = .่…๋…้.)
7. บางคำมีคำเรียกเฉพาะที่ไม่มีเค้าทางภาษาไทยเลย เช่น
สิ่งของหาย – เฮ้ หายเจ็บหายไข้ – ดี๋เจ็บดี๋ไข้ ( แปร่ง )
ท้ายทอย – กะด้น ( แปร่ง ) หัวเข่า – โหโค้ย
ผิดไข้ – มึไข้ ( แปร่ง ) ตาตุ่ม – ป๋อมเพอะ
ไปไหน – ไป๋ซิเลอ ผู้ใด – ใคร – เพอ
อยากกินข้าว – เยอะกิ๋นข้าว ( แปร่ง )
ฯลฯ
คำ ว่า บางคำ นั้น หมายถึงว่าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาทุกคำ ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง มีลาวอีสานที่มาอยู่ถิ่นผู้ไทยใหม่ๆก็หัดเรียนภาษาผู้ไทย ตอนสระไอเป็นสระเออ ผู้สอนคงไม่บอกข้อยกเว้น พอแกเหลียวไปเห็นไก่ตีไก่ก็ร้องลั่นขึ้นว่า “ นั่นเกอตี๋เกอ ” ก็เลยเกิดฮาครืนขึ้นมา เพราะว่า “ ไก่ ” ก็เรียกว่าไก่อยู่ แต่ตัดไม้เอกออกเป็น “ ไก่ ” ( แปร่งนิดๆ )
หากนำคำภาษาผู้ไทยมาเปรียบ เทียบกับภาษากรุงเทพฯ ซึ่งเพิ่งมีการติดต่อกันไม่นานผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ก็พบว่าคำในภาษา 2 กลุ่มนี้มีเหมือนกันถึงร้อยละ 36.73 คล้ายกันร้อยละ 36.05 คำที่คล้ายกันมีทั้งคล้ายกันมาก เช่น ไก่ – ไก ตา – ต๋า นิ้วกลาง – นิ้วกาง ปืน – ปื้น บางคำก็คล้ายกันมนระดับปานกลาง เช่น ปาก – ปะ เสื้อ – เชอ บางคำก็คล้ายกันเล็กน้อย เช่น แขน – แหน ขา – หา บันได – คันได๋ บวบ – มะโบ้บ ส่วนที่ต่างกันมีร้อยละ 27.21 เช่น มะละกอ – มะฮุง ฟักทอง – มะจู้บ ส้มโอ – มะเก๊ง พระ – ญาคู เณร – โจ๋น้อย ช้อน – โบง ทำ – เอ๊ด หากรวมคำที่เหมือนและคล้าย พบว่ามีถึงร้อยละ 72.78 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาษาผู้ไทยกับภาษากรุงเทพฯเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน อย่างแน่นอน ส่วนคำที่แตกต่างกันนั้นเป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ใกล้กันยังไม่ได้ รับศาสนาพุทธ จึงเรียกคำว่าพระและเณรต่างกันมาก ต่างกลุ่มก็เรียกต่างกันไป
เช่น เดียวกับผักผลไม้บางชนิดที่เรียกต่างกันมาก ดังที่ได้ยกมาข้างบน เป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ด้วยกันไม่มีมะละกอ ฟักทอง ส้มโอ ต้นไม้ 3 ชนิดนี้คนไทยอาจรับเข้ามาภายหลังที่แยกตัวออกไปตามที่ต่างๆแล้ว
ส่วนคู่ เปรียบเทียบคำในภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยอีสาน ก็พบว่าเหมือนกันร้อยละ 37.67 คล้ายกันร้อยละ 52.14 หากรวมเข้าด้วยกันเท่ากับร้อยละ 89.81 ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยอีสานเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่ใกล้กันมาก มีแตกต่างกันเพียงร้อยละ 12.86 จึงเป็นไปได้มากกว่าคน 2 กลุ่มนี้อยู่บริเวณเดียวกันมาก่อน ดังที่กล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองแถง มาแยกกันเมื่อคนลาวอพยพมาตั้งรกรากในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงจากหลวงพระบางลงมา ทางเวียงจันทน์และแอ่งสกลนคร ส่วนกลุ่มผู้ไทยก็ยังอยู่บริเวณสิบสองจุไท และยังขึ้นกับลาวตลอดมาด้วยภาษาจึงใกล้เคียงกันมาก
ส่วนคู่เปรียบเทียบคำ ในภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยดำ มีคำเปรียบเทียบกันน้อย แต่ศึกษาผ่านงานของผู้อื่น จากคำทั้งหมด 89 คำ พบว่าเหมือนกันร้อยละ 34.83 คล้ายกันร้อยละ 44.94 รวมร้อยละ 79.77 แตกต่างกันเพียงร้อยละ 20.22 จึงอาจสรุปได้ว่าภาษาของคน 2 กลุ่มนี้ตระกูลเดียวกันและคงอยู่บริเวณเดียวกันมาก่อนด้วย แต่ได้แยกกันมา 200 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ไทยบ้านหนองโอใหญ่นี้แยกจากเมืองแถงไปอยู่เมืองวัง เมืองคำอ้อ แล้วจึงอพยพมาอยู่ที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ไทยดำกลุ่มที่ให้ข้อมูล แยกจากเมืองแถงไปอยู่เชียงขวาง จากเชียงขวางไปอยู่บ้านอีไล ในแขวงเวียงจันทน์และในที่สุดก็อพยพมาอยู่ที่ศูนย์ผู้อพยพจังหวัดหนองคายใน ปี 2518 ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ศตวรรษที่ 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ติดต่อกันและต่างฝ่ายก็รักษาภาษาของกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียง เช่น รองเท้า ผู้ไทยเรียก เกิ้บ แต่ผู้ไทยดำเรียก ฮาย ซึ่งน่าจะเป็นภาษาญวน ญวนเรียกรองเท้าว่า ไย่ บางคำอาจจะคิดขึ้นภายหลังจากแยกย้ายออกไปจากเมืองแถงแล้ว เช่น กระดุม ภาษาผู้ไทยเรียกว่า มะติง แต่ภาษาผู้ไทยดำเรียก มะห่อ แต่อย่างไรก็ตามคำหลักๆของสองภาษานี้คล้ายกันมาก

พ่อล่าม แม่ล่าม

239961บทบาทของพ่อล่าม แม่ล่าม หรือผู้รับรองหรือเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงของชีวิตการแต่งงาน กรณีผู้ไทย ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ทั้งนี้พ่อล่ามเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสังคมผู้ไทยเนื่องจากเป็นผู้ที่มีครอบ ครัวที่มั่นคงและเป็นผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพ และเป็นผู้แนะนำลูกล่ามหรือผู้ที่จะเป็นเขยใหม่ให้ขยันทำงานและอ่อนน้อมให้ ความเคารพญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง สำหรับคนที่มาเป็นพ่อล่าม มาจากหลายอาชีพ เช่น ข้าราชการ พ่อค้า และเกษตรกร คนที่เป็นพ่อล่ามจะมีบทบาทต่อลูกล่ามซึ่งเป็นคู่สมรสใหม่ ทั้งก่อนแต่ง และบทบาทระหว่างจัดพิธี และหลังจัดงานแต่งงานเรียบร้อยแล้ว พ่อล่ามก็ยังมีหน้าที่ดูแลคู่สมรสใหม่ในเรื่องต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่อื่นๆ ส่วนลูกล่ามก็จะให้ความช่วยเหลือด้านแรงงานต่อครอบครอบของพ่อล่าม ผู้ไทยถือว่าพ่อล่ามเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ที่มีพระคุณต่อชีวิต

พ่อล่าม (พ่อล่าม-แม่ล่าม) เปรียบเป็นตุลาการหรือเป็นคนกลางที่จะทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เนื่องจาก พ่อตัวแม่ตัว มักจะเข้าข้างลูกตัวเอง เวลาลูกมีปัญหาจึงต้องหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย พ่อล่ามแม่ล่ามได้มาจากก่อนแต่งงาน ผู้ชายเป็นคนเลือกโดยผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายหญิง มีคุณสมบัติเบื้องต้น คือ อายุมากกว่าอย่างน้อยสามปี มีครอบครัวดี พฤติกรรมทั่วไปเป็นที่ยอมรับ และ ไม่เป็นพี่เขย-น้องเขย ใครได้รับเลือกเป็นพ่อล่ามแม่ล่าม จะถือเป็นความภาคภูมิใจและถือว่าได้รับเกียรติ จะตั้งใจทําหน้าที่อย่าเที่ยงธรรม ขณะเดียวกัน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในวันแต่งงาน จะมีพิธีมอบตัวเป็นลูกของพ่อล่ามแม่ล่ามส่วนใหญ่พ่อล่ามจะสร้างความเคารพและศรัทธาให้แก่ลูกล่าม หรือ ผู้ชายที่เป็นสามี ซึ่งเบื้องต้นจะเชื่อและปฏิบัติตามที่พ่อล่ามอบรมสั่งสอนส่วนมากปัญหาที่พ่อล่ามมักจะอบรมสั่งสอนหรือกล่าวตักเตือน เป็นเรื่อง กินเหล้า เจ้าชู้ เที่ยวกลางคืนเมื่อมีปัญหาระหว่างสามีภรรยา พ่อล่ามจะไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นธรรมและเป็นกลาง โดยจะเรียกมาครั้งละคน เพื่อไกล่เกลี่ย ถ้าพบว่าใครผิดจะเตือน ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อ ไม่ฟัง พ่อล่ามจะปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของชาวผู้ไท คือการคืนเทียน นั่นก็คือการตัดความสัมพันธ์ในความเป็นพ่อล่ามแม่ล่าม ลูกล่ามคนใดหรือเขยผู้ไทคนใดที่ถูกพ่อล่ามคืนเทียน ในสังคมถือว่าเป็นคนที่ มีพฤติกรรมไม่ดี ไม่เหมาะสมจะได้รับการปฏิเสธจากสังคม

ที่ผ่านมา การหย่าร้างมีน้อยมาก เพราะได้พ่อล่ามแม่ล่ามไปช่วยแก้ปัญหาให้ แต่บางคู่ที่ไปกันไม่ได้ต้องหย่ากัน อีกประการหนึ่งคือ หญิงสาวชาวผู้ไทแต่งงานกับชายที่ไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวมาจากชาวผู้ไทโดยตรงก็อาจไม่เข้าใจหรือยึดถือตามธรรมเนียมประเพณีนี้อย่างลึกซึ้งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ประเพณีและวัฒนธรรมทางสังคมที่สําคัญนี้เสื่อมความเชื่อมั่นลงไป

ความเชื่อและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์

โดยเฉพาะพิธีแต่งงาน (ประเพณีกินดอง) เพราะนอกจากจะเป็นการเริ่มสร้างครอบครัวและเพิ่มสมาชิกให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างญาติพี่น้องแก่คู่บ่าวสาวเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครอบครัว โดยผ่านคู่คนที่เรียกว่า “ล่าม”หรือ “พ่อล่าม-แม่ล่าม) ผู้กุมบทบาทสําคัญในพิธีแต่งงาน

“ล่าม” หรือ “ล้าม” ในสําเนียงชนชาวผู้ไท มีความหมายเดียวกับการดูแลวัวควายด้วยการล่ามไว้ด้วยเชือก โดยผู้ดูแลจะเฝ้าอยู่ไม่ห่างจากสัตว์ที่ล่าม อธิบายเพิ่มเติมว่า “ล่าม ในความหมายของคนผู้ไท จะทําหน้าที่แทนพ่อแม่ คือ พ่อแม่เป็นคนเลี้ยงดูมาจนโต แต่พ่อล่ามแม่ล่ามจะทําหน้าที่คอยดูแลหลังจากที่แยกครอบครัวแล้ว คอยให้คําปรึกษาทั้งเรื่องครอบครัวและการทํามาหากิน

“ล่าม” คือ คู่สามี-ภรรยาที่อยู่กินกันอย่างยาวนานและไม่มีฝ่ายใดด่วนเสียชีวิตไปก่อน ชนเผ่าผู้ไทเรียกคู่สามี-ภรรยานี้ว่า “พ่อล่าม-แม่ล่าม” และคู่สมรสก็กลายเป็น “ลูกล่าม” ของพ่อล่ามแม่ล่ามในภายหลังที่พิธีแต่งงาน (ประเพณีกินดอง) แล้วเสร็จ (กิตติกาญจน์ หาญกุล. 2553 : เว็ปไซต์)

ประเพณีการแต่งงานของชาวผู้ไทนั้น ล่ามหรือพ่อล่ามความสําคัญที่สุด เพราะเป็นผู้จัดการแทนเจ้าคึด พ่อล่าม หรือพ่อล่าม-แม่ล่าม เป็นบุคคลที่มีความสําคัญคนหนึ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมกับประเพณีการแต่งงาน ตามประเพณีโบราณของชนชาวผู้ไทมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในการออกหน้านําขบวนเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานที่บ้านของเจ้าสาวหรือที่เรือน หอที่สร้างไว้ โดยพ่อล่าม- แม่ล่ามก็จะแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสวยงาม เดินนําขบวนแห่เจ้าบ่าวจากบ้านพ่อแม่ไปยังบริเวณงาน ลักษณะเด่นของพ่อล่ามที่สังเกตได้ง่ายคือจะถือง้าว และสะพายย่าม เดินนําหน้าและมีภรรยาหรือแม่ล่ามเดินตามหลัง แล้วตามด้วยเจ้าบ่าวที่แต่งตัวหล่อสุดๆ ตามมาติดๆ ด้วยญาติฝ่ายเจ้าบ่าวถือสัมภาระที่จําเป็นเช่น ขันหมาก ถาดบรรจุสิ่งของที่จําเป็นต้องใช้ทําพิธีอื่น ๆ

พ่อล่ามเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในสังคมผู้ไทเนื่องจากเป็นผู้ที่มีครอบครัวที่มั่นคงและเป็นผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพ และเป็นผู้แนะนําลูกล่ามหรือผู้ที่จะเป็นเขยใหม่ให้ขยันทํางานและอ่อนน้อมให้ความเคารพญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง สําหรับคนที่มาเป็นพ่อล่าม มาจากหลายอาชีพ เช่น ข้าราชการ พ่อค้าและเกษตรกร คนที่เป็นพ่อล่ามจะมีบทบาทต่อลูกล่ามซึ่งเป็นคู่สมรสใหม่ ทั้งก่อนแต่ง และบทบาทระหว่างจัดพิธี และหลังจัดงานแต่งงานเรียบร้อยแล้ว พ่อล่ามก็ยังมีหน้าที่ดูแลคู่สมรสใหม่ในเรื่องต่างๆเช่น ด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่อื่นๆ ส่วนลูกล่ามก็จะให้ความช่วยเหลือด้านแรงงานต่อครอบครอบของพ่อล่าม ผู้ไทถือว่าพ่อล่ามเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ที่มีพระคุณต่อชีวิต

การเจรจาระหว่างญาติฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเมื่อทั้งคู่ที่มีความสัมพันธ์ด้านชู้สาวและจะต้องเข้าสู่พิธีแต่งงาน

บรรพชนหลายรุ่นได้ใช้เป็นกุศโลบายการให้มีพ่อล่าม – แม่ล่าม ในการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และรักษาสัมพันธภาพของคู่แต่งงาน (บ่าว – สาว) ให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและมีต้นแบบในการยึดเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ และให้ความเคารพ เสมือนพ่อแม่ของตนอีกหนึ่งคู่โดยเชื่อว่าภูมิปัญญานี้เกิดขึ้นอาจเพราะความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางจิตวิทยาของคนโดยทั่วไป ที่มองเห็นแลเชื่อมั่นว่า “พ่อแม่ทุกคนย่อมรักลูก” และ เมื่อมีเหตุให้คู่แต่งงานที่เกิดความไม่เข้าใจกันหลังแต่งงาน

ในช่วงเวลาที่มีปัญหา และหากไม่มีคนกลาง หรือไม่มี “พ่อล่าม-แม่ล่าม” ที่จะมาช่วยเป็นคนคอยบอกกล่าว ตักเตือน รับฟัง และไกล่เกลี่ยแล้ว เมื่อต่างฝ่ายมีปัญหาก็อาจจะปรึกษาพ่อแม่ตนเอง แล้วพ่อแม่แต่ละฝ่ายก็จะต้องเชื่อฟัง และเข้าข้างลูกตนเอง ทําให้บางครั้งยากแก่การประสานความเข้าใจกัน ในบางครั้งถึงขนาดต้องเลิกรากันก็มี แต่เหตุการณ์นี้จะเกิดไม่บ่อยนักกับคู่แต่งงานที่เป็นชาวผู้ไท ที่มีความศรัทธาในการสืบทอดประเพณีการมีพ่อล่าม-แม่ล่ามไว้

บทบาทของพ่อล่ามในประเพณีการแต่งงานหรืองานกินดองของชนชาวผู้ไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ไหลบ่าเข้ามาภายในชุมชนบางครั้งอาจจะแทรกตัวอยู่ในท่ามกลางความเป็นคนผู้ไทของคนที่มีชาติพันธุ์ชาวผู้ไทโดยกําเนิดก็ตาม

ประเพณี การแต่งงานของคนหนุ่มสาวชาวผู้ไทก็ยังยึดถือในขนบธรรมเนียมที่สืบทอดต่อกันมาแต่ครั้งอดีตอันยาวนานนั่นคือการทาบทามจัดหาพ่อล่ามเพื่อมาทําหน้าที่อันสําคัญในการใช้ชีวิตคู่ ของหนุ่มสาวที่ตกลงปลงใจว่าจะลงเอยหรือเข้าสู่ประตูวิวาห์ เพื่ออยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนเป็นสามี-ภรรยา พร้อมที่จะสร้างครอบครัวใหม่ด้วยกันแล้ว พ่อล่าม-แม่ล่าม จะเป็นผู้ดูแล เอาใจใส่ หาวิธีการปรองดองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มั่นคงเป็นครอบครัวที่อบอุ่น และธํารงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าผู้ไทให้ดํารงสืบต่อไป

การเลือกพ่อล่ามของชาวผู้ไทย

พ่อล่าม- แม่ล่าม เข้ามามีบทบาทกับประเพณีการแต่งงานตามประเพณีโบราณของชาวผู้ไทที่ได้สืบทอดรักษากันไว้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจมีขั้นตอนที่อาจมีส่วนที่แตกต่างกันในทางปฏิบัติของชาวผู้ไทแต่ละพื้นที่ กระบวนการมีส่วนร่วมตามบทบาทของพ่อล่าม-แม่ล่ามนั้นจะเกิดหลังจากเหตุการณ์ ที่หนุ่ม –สาวชาวผู้ไท ได้ทําความคุ้นเคยและศึกษานิสัยใจคอกันทั้งสองฝ่าย และตอบตกลงปลงใจวางแผนที่จะร่วมใช้ชีวิตร่วมกัน รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับทราบและให้ความยินยอมเห็นชอบ จนตกลงที่จะจัดให้มีการทาบทามสู่ขอเพื่อจะดําเนินการจัดพิธีแต่งงานให้กับคู่บ่าว-สาว และแม้ว่าปัจจุบันอาจมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ และ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปบ้าง ในบางพื้นที่อาจจะมีการข้ามขั้นตอนลดขั้นตอน หรืออาจจะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนแต่หลายพิธีกรรมยังคงต้องดํารงรักษาไว้ตาม ฮีต-ครองเพื่อเป็นการรักษาจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีไว้ซึ่งพ่อล่ามผู้ที่มีความสําคัญของประเพณีการแต่งงานตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งบ่าว-สาว ใช้ชีวิตร่วมกัน หรือตลอดไป

วิธีทาบทามพ่อล่าม – แม่ล่าม ในขั้นตอนแรกนั้นว่าที่เจ้าบ่าวได้แจ้งเรื่องให้ ญาติพี่น้องพ่อ แม่ ได้ทราบถึงจุดประสงค์ที่จะทําการแต่งงาน เมื่อมีความพร้อมแล้ว และทุกคนเห็นชอบก็จะมีการปรึกษา หารือกันและกันว่าจะไปทาบทามครอบครัวไหนมาเป็นพ่อล่าม หรือเป็นล่ามในการติดต่อกับญาติฝ่ายเจ้าสาวให้ เมื่อมีชื่อครอบครัวและหัวหน้าครอบครัวที่เห็นว่ามีความเหมาะสม ตามคุณสมบัติของการเลือกเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามแล้วก็จะไปทาบทาม โดยอาจมีการหมายไว้หลายคู่เผื่อทาบทามแล้วครอบครัวที่ไปปฏิเสธไม่รับ ก็ไม่มีการกล่าวโทษหรือโกธรกัน เพราะถือว่าเป็นการเสี่ยงทายอีกลักษณะหนึ่ง

คุณสมบัติเบื้องต้นของครอบครัวที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม

1) เป็นครอบครัวที่มีผู้นําครอบครัว ทั้งสามี – ภรรยาอยู่พร้อมหน้า ขยันขันแข็ง และเป็นที่ยอมรับเรื่องการประพฤติตน ในการครองเรือน สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้าได้

2) ต้องไม่มีประวัติการอย่าร้าง ทะเลาะเบาะแว้ง ตบตีกัน หรือมีสถานภาพเป็นหม้าย

3) คนในชุมชนให้การยอมรับว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี เหมาะสมแก่การเป็นพ่อ-แม่คนที่สองของคู่สมรสได้

4) มีอายุมากกว่าคู่สมรส และอยู่ในฐานะที่จะว่ากล่าว ตักเตือน อบรมสั่งสอน หรือสนับสนุนคู่บ่าวสาวให้ควรค่าแก่การถือเอาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม

5) คนที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามจะมีลูกล่ามได้เท่ากับจํานวนบุตรของตนเท่านั้น เช่นมีบุตร 3 คนก็จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามให้คู่สมรสที่แต่งงานได้แค่ 3 คู่เท่านั้น แต่มีข้อยกเว้นว่าหากจะเป็นล่ามให้เกินจํานวนลูกของตนเอง ครอบครัวของเจ้าบ่าวต้องทําพิธีบายศรี-สู่ขวัญ ให้กับคนที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามของลูกชายตนเอง

เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดี ที่อาจจะเกิดตามความเชื่อของคนผู้ไทว่า “มันจะแพ้” (เกิดสิ่งไม่ดี เช่น เจ็บป่วย ไม่สบายหรือเกิดเรื่องราวอื่นๆ) เมื่อตกลงกันแล้วครอบครัวเป้าหมายตามที่พิจารณาไว้แล้วว่าเป็นครอบครัวที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น พ่อ-แม่ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวก็จะเตรียมตัวไปทําการทาบทามครอบครัวดังกล่าว โดยการเตรียมสิ่งของดังนี้ คือดอกไม้ เทียนคู่ เป็นเครื่องขอสมมาบอกกล่าว (มีดอกไม้ 2 ดอก เทียน 2 เล่ม) เตรียมถือไปด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมในการไปทาบทามที่ถือปฏิบัติ)

เมื่อไปถึงบ้านของครอบครัว เป้าหมายหลังแรกที่จะไปทาบทาม พ่อ-แม่ว่าที่เจ้าบ่าวก็จะเกริ่นถาม ผู้นําครอบครัวที่จะทาบทามให้เป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม สําหรับลูกชายของตนด้วยภาษาพื้นบ้านคือภาษาผู้ไท ว่า

“เป็นซะเลอเด้….มื่อคืนฝันดีอยู่…แหน่บ่อหน้อ” หรือ “มื่อคืนฝันว่าซะเลอ ฝันดีอยู่บ่”

(เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนฝันดีบ้างหรือเปล่า ฝันว่าอย่างไร)

ถ้าครอบครัวเป้าหมายตอบว่าฝันไม่ค่อยดี ก็จะให้เขาไขความฝันให้คนที่ไปทาบทามรู้ เมื่อได้ฟังความฝันที่เขาตอบว่าไม่ดี ก็จะไม่ทําการทาบทามให้เป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม แต่จะยังคงบอกกล่าวเป็นการเชิญชวนให้เข้าร่วมงานมงคลของลูกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแทน แล้วก็จะจากไป และไปยังบ้านเป้าหมายต่อไปเพื่อถามในลักษณะเดิม

แต่กรณีที่ถามบ้านแรกแล้วเขาตอบว่าฝันดี ก็จะรีบแจ้งให้ครอบครัวนั้นทราบว่าวันนี้เอาข่าวดีมาให้ เอาสิ่งมงคลมาฝากไว้ให้ช่วยดูแลสั่งสอนช่วย และก็จะแจ้งให้ทราบจุดประสงค์ที่มาหาที่บ้านเพื่อให้ครอบครัวเป้าหมายได้ทราบจุดประสงค์ และถามความคิดเห็นว่าพร้อมที่จะรับเอาสิ่งมงคลที่มามอบให้หรือเปล่า ถ้าเขารับก็จะมอบธรรมเนียมคือดอกไม้ เทียนคู่ ที่เตรียมมามอบให้แก่ครอบครัวดังกล่าว เพื่อให้ถือว่าเป็นการรับปาก รับคําในการจะช่วยรับเป็นบุตรชายอีกคน และเป็นธุระต่อไปในการไปสู่ขอทาบทามว่าที่เจ้าสาว โดยพ่อ-แม่ ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ครอบครัวที่รับเป็นพ่อล่ามฟังทุกเรื่องทุกขั้นตอนจนเป็นที่เข้าใจแล้วก็จะลากลับเพื่อบอกข่าวแก่ดีแก่ญาติๆ ที่รอรับฟังความคืบหน้าที่บ้านและ

คุณสมบัติของพ่อล่าม

                        การได้รับตําแหน่งของพ่อล่ามนั้นเป็นตําแหน่งที่ได้รับมาจากการแต่งตั้งของบุคคลที่คุ้นเคยกันในสังคมของชุมชนชาวผู้ไทย ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพ่อล่ามนั้นอาจจะไม่มีเชื้อสายดั้งเดิมที่เป็นชาวเผ่าผู้ไทก็ได้แต่อาจเป็นคนลาว คนญ้อ หรือผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย ทํามาหากินตั้งรกรากอยู่ร่วมกับชุมชนดั้งเดิมจนกลมกลืนและได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ เลื่อมใสศรัทธาจากชุมชน จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครมีพื้นเพมาอย่างไรเพราะความสัมพันธ์รักใคร่สนิทสนมกันจนลืมว่าบุคคลนั้นเป็นใครมาจากไหนรู้แต่เพียงว่าคนในชุมชนนี้คือพวกเราด้วยกันเอง

“……จริง ๆ แล้วพื้นเพผมเป็นคนอําเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ทุกวันนี้คนคิดว่าผมเป็นคนผู้ไทเหมือนกันกับแม่บ้าน (ภรรยา) ของผมจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่บางครั้งก็ลืมตัวนะว่าเป็นผู้ไท……ครั้งแรกที่ผมมารับราชการที่บ้านเหล่าใหญ่ก็ไม่รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาว ผู้ไทซักเท่าไรหรอกว่าเขาดําเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างไร เพราะตนเองก็ไปสอนหนังสือ เด็ก ๆ ก็สื่อภาษากันเป็นภาษาผู้ไทได้ยินแล้วรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะหลายคําที่เหมือนกับภาษาลาวของคนกมลาไสยแต่บางคําก็ฟังไม่รู้เรื่องบางครั้งบางคนพูดลาวก็มี นานเข้ากลายเป็นความเคยชินแต่สิ่งที่รู้จริง ๆ ในครั้งแรกนั้นรู้สึกว่าผู้สาวผู้ไทนั้นสวยเหมือนกับที่คนกล่าวขานจริง ๆ ผิวขาวเนียนเหมือนไข่ปอกยังกับคนอยู่บนดอยทั้ง ๆ ที่ก็เป็นผืนดินอีสานเหมือนกัน”

ความสําคัญอีกประการหนึ่งของพ่อล่ามนั้นต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวาทศิลป์ในการพูดจา ด้านการไกล่เกลี่ย สามารถอบรมสั่งสอนให้ลูกล่ามเป็นคนดีสามารถดําเนินชีวิตคู่ในฐานะผู้เป็นลูกเขย ลูกล่าม เป็นสามีหรือเป็นพ่อในอนาคตที่ดีได้ สิ่งที่สําคัญนั้นก็คือสิ่งใดที่พ่อล่ามเคยปฏิบัติมาแล้วเกิดผลดีไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูลของตนเองและของญาติฝ่ายภรรยา ถือว่าสิ่งเหล่านั้นน่าจะเป็นคําสอนที่ดีที่พ่อล่ามจะนํามาเป็นประสบการณ์ที่น่าจะถ่ายทอดให้กับลูกล่ามได้นําไปเป็นแบบอย่าง ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวผู้ไทนั้น ผู้ที่จะได้รับการทาบทาม หรือพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเป็นพ่อล่ามได้นั้นต้องมีคุณสมบัติมากมาย ซึ่งตามธรรมดาคนทั่วไปอาจจะไม่มีใครที่มีความสมบูรณ์แบบ ครบถ้วนในทุก ๆ ด้าน อาจจะมีจุดบกพร่องหรือข้อตําหนิบ้างในบางเรื่อง แต่คุณสมบัติของพ่อล่ามที่ชนชาวผู้ไทได้บัญญัติไว้ อาทิเช่น ต้องเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะคําว่าเป็นแบบอย่างนี้มันครอบคลุมไปเกือบทุกเรื่องแล้วในชีวิตของความเป็นคนคนหนึ่งตั้งแต่เกิดมา นอกจากนั้น จะต้องมีวิถีการดําเนินชีวิตที่ดี เช่น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เป็นคนเจ้าชู้มีลูกเมียหลายคน มีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุขไม่เป็นหม้าย (นั่นหมายความว่า แม้ว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นคนดี เป็นบุคคลตัวอย่างที่ผู้คนในสังคมให้ความ

เคารพนับถือมากน้อยเพียงใดถ้าขาดภรรยาหรือไม่มีคู่ครองแล้วก็หมดสิทธิ์ที่จะดํารงตําแหน่งพ่อล่ามเพราะไม่สอดคล้องกับคําเต็มของตําแหน่งนี้ ซึ่งในวัฒนธรรมของชนชาวผู้ไทจะเรียกว่า “พ่อล่าม-แม่ล่าม” แต่คนที่มีบทบาทมากที่สุดคือ พ่อล่าม ดังนั้นคนทั่วไปจะนึกถึงพ่อล่ามเพียงตําแหน่งเดียว และอีกคุณสมบัติที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องเคยแต่งงานมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

คุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงเป็นสิ่งสําคัญที่การันตีได้ว่าบุคคลที่จะมาเป็น “พ่อล่าม” นั้น มันเพียงพอที่อบรมบ่มนิสัยเป็นเบ้าหลอมให้กับอีกครอบครัว ๆ หนึ่งให้เป็นครอบครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรองดอง มีความสมานฉันท์ สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสามี-ภรรยา สามารถดําเนินชีวิตได้ตามครรลองคลองธรรม โดยได้รับการอบรมสั่งสอน ดูแลเอาใจใส่ โดยการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างภาคภูมิ เพื่อให้คู่บ่าว-สาวนําไปใช้ในการดําเนินชีวิตและสร้างครอบครัวใหม่ให้ถาวรต่อไป

ความรับผิดชอบและสัมพันธภาพระหว่างพ่อล่ามกับลูกล่าม

เมื่อผ่านพิธีแต่งงานแล้ว ลูกเขยคนใหม่ของชาวผู้ไทยังต้องมีภารกิจสําคัญยิ่ง คือ จะต้องถูกซักถามจากฝ่ายหญิงเพื่อให้สัญญาว่าจะเป็นเขยที่ดี ชาวผู้ไทเรียกว่า “เข้นเขย”หรือ เฆี้ยนเขย”ผู้เข้าร่วมในพิธีนอกจากเจ้าบ่าวแล้วยังมี “พ่อล่าม” ร่วมพิธีด้วย ซึ่งนอกจากจะมาในฐานะพยานแล้ว ยังต้องร่วมรับปากให้คํามั่นสัญญาร่วมกับเจ้าบ่าวด้วย ผู้จะทําหน้าที่เข้นเขยก็ได้แก่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ถ้าเป็นไปได้ก็ใช้พี่ชายของแม่เจ้าสาว หากไม่มีก็ใช้ญาติผู้ใหญ่คนอื่น สาระสําคัญของการซักถามเจ้าบ่าวก็เพื่อจะให้เจ้าบ่าวให้คํามั่นให้ได้ว่าจะเป็นเขยที่ดี ท่ามกลางญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายที่ล้อมวงรับฟังการซักถาม คําถามที่ใช้ซักถามเจ้าบ่าวมักเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตนของเจ้าบ่าวภายหลังการแต่งงานเช่น จะเกียจคร้านหรือไม่ จะซื่อสัตย์ต่อภรรยาหรือไม่ จะให้ความเคารพญาติของฝ่ายผู้หญิงหรือไม่ จะให้เกียรติผู้เป็นภรรยาหรือไม่ เป็นต้น เมื่อทั้งเจ้าบ่าวและพ่อล่ามเอ่ยปากให้คํามั่นแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

หลังพิธี“เข้นเขย”หรือเฆี้ยนเขย” คู่บ่าวสาวและญาติจะออกไปส่งพ่อล่าม-แม่ล่ามจนถึงบ้านเรียกว่า “พิธีส่งล่าม” แล้วสามี-ภรรยาคู่ใหม่จะแบ่งอาหารบางส่วนจากงานแต่งงานของตนมาสมทบที่บ้านพ่อล่าม-แม่ล่ามเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อที่บ้านของพ่อล่าม-แม่ล่าม งานเลี้ยงนี้เรียกว่า “กินล่าม” เมื่อชาวบ้านที่เป็นญาติของทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะผูกข้อไม้ข้อมือให้กับพ่อล่าม-แม่ล่าม รวมถึงลูกๆของพ่อล่ามแม่ล่ามเสมือนเป็นการสร้างเครือญาติกันเมื่อเรียบร้อย จึงจะถือว่าพิธีแต่งงานเสร็จสมบูรณ์

เมื่อพ่อล่ามได้รับสามีภรรยาคู่ใหม่มาเป็นลูกล่ามให้อยู่ในความดูแลของตนเองตั้งแต่เริ่มต้นนั่นหมายความว่า พ่อล่ามจะต้องให้ความดูแล เอาใจใส่ครอบครัวนี้ตลอดไป โดยการให้ความรัก ความอบอุ่น ดูแลทุกข์ สุข รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาเปรียบเสมือนรับมาไว้ในฐานะ ที่เป็นลูกของตนอีกคนหนึ่ง ซึ่งความรับผิดชอบของพ่อล่ามจะต้องหมั่นไปเยี่ยมเยือนถามสารทุกสุกดิบ ให้คําแนะนําด้านการดําเนินชีวิต ชี้แนะแนวทางในการประกอบอาชีพ แนะแนวทางในการวางแผนชีวิตครอบครัวไม่ให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งชีวิตการครองเรือน แนวทางการปฏิบัติตนระหว่างสามี-ภรรยา หรือหน้าที่ของสามีคืออะไร หน้าที่ของภรรยาคืออะไร การอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมอาจทําให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน พ่อล่ามก็ต้องทําหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย หรือเข้ามามีส่วนช่วยในการสะสางปัญหาต่าง ๆ ให้คลี่คลายลงไปความรับผิดชอบที่เป็นสิ่งที่น่ายกย่องนับถือในบทบาทหน้าที่อันสําคัญของพ่อล่ามในฐานะของผู้ดูแลความเป็นอยู่ การช่วยเหลือเจือจุนด้านการให้ฐานะให้ความมั่นคงในการดํารงชีวิตของลูกล่ามให้มีอยู่มีกิน หาวิธีการยกระดับฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้นทัดเทียมกันคนอื่นในสังคมอย่างไม่ขาดแคลน ทั้งข้าวปลาอาหาร ของกินของใช้หรือเงินทอง รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ โดยสอนให้ครอบครัวของลูกล่ามรู้จักหากินหาใช้ ประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเกินตัว เพราะพ่อล่ามบางคนอาจจะได้รับการทาบทามให้เป็นพ่อล่ามสําหรับชายหนุ่มที่มีกิจการงานที่ไม่มั่นคง มีฐานะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าพ่อล่ามเป็นคนที่มีฐานะที่ดีกว่าเป็นคหบดีของชุมชนนั้น ๆ มีเงินมีทองมากมาย ผู้คนนับถือ ให้ความเคารพ หรือพ่อล่ามบางคนอาจจะเป็นเกษตรกรที่มีความขยันขันแข็ง มีไร่นาหลายร้อยไร่ แต่ไม่มีแรงงาน ไม่มีผู้ดูแลกิจการต่าง ๆ ให้ เพราะลูกแท้ ๆ ของพ่อล่ามออกเรือนไปหมดแล้วหรือประกอบธุรกิจอื่น ๆ ในต่างถิ่นต่างพื้นที่ จําเป็นต้องอาศัยแรงงานจากลูกล่าม โดยการให้รับผิดชอบกิจการต่าง ๆ แทน ซึ่งจะเป็นความไว้วางใจซึ่งกันและกันของพ่อล่ามกับลูกล่าม จะเห็นได้อยู่เสมอในสังคมชนชาวผู้ไทที่มักจะปฏิบัติดังที่กล่าวมา

ในขณะเดียวกันถ้าหากพ่อล่ามได้รับผิดชอบดูแลลูกล่ามที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีหรือครอบครัวเกษตรกรที่มีไร่นามากมาย มีที่ทํากินไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายก็จะให้ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันให้เห็นอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเมื่อมีหมากหวานหมากส้ม หรือเมื่อฤดูเก็บเกี่ยว ลูกล่ามคนใดทํานาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ ๆ ก็จะสีข้าวสารใส่กระสอบมามอบให้กับพ่อล่ามเพื่อให้ได้กินข้าวใหม่ที่พึ่งเก็บเกี่ยว มีรสชาติดี หอมหวาน สีขาวสวย เหมาะสําหรับการนํามาเป็นของกํานัลเพื่อตอบแทนคุณแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อล่ามผู้มีพระคุณพ่อล่ามบางคนในบางพื้นที่ มักมีอาชีพเป็นข้าราชการ ไม่มีเวลาในการดูแลกิจการงานภายในครอบครัวของพ่อล่ามได้ ก็มีบ้างเหมือนกันที่ต้องอาศัยลูกล่ามให้มาช่วยงานในบ้าน หรืองานอื่น ๆ ที่พ่อล่ามไม่มีเวลาในการบริหารจัดการในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ จําเป็นต้องขอให้ลูกล่ามรับผิดชอบภาระหน้าที่ทั้งหมดเหล่านั้นแทน พ่อล่ามบางคนมีลูกล่ามที่อยู่ในความดูแลรับเป็นพ่อล่ามมากถึง 7 คู่ก็มี ลูกล่ามแต่ละคนก็มีฐานะแตกต่างกันออกไป บางคนก็ประกอบธุรกิจส่วนตัว บางคนก็รับราชการ หรือเป็นเกษตรกรก็มี พ่อล่ามจะต้องพิจารณาว่าลูกล่ามแต่ละคนมีความสามารถด้านใด หรือเหมาะสมที่จะรับผิดชอบหรือ

แบ่งเบาภาระหน้าที่ใดแทนตนเองได้บ้าง พ่อล่ามบางคนบอกว่าเมื่อถึงคราวจําเป็นต้องอาศัยขอแรงจากพวกลูกล่ามมาใช้แรงงานบ้าง ควบคุมดูแลคนงานแทนบ้าง เพราะบางครั้งงานที่กําลังดําเนินการอยู่นั้นจําเป็นต้องใช้คนที่ไว้วางใจได้ ลูกล่ามที่มีเวลาก็จะอาสามาช่วยดูแลงานแทนให้อย่างไม่อิดออด หรือหวังค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด พ่อล่ามคนนี้เคยเปรียบเปรยเชิงติดตลกว่า “…ลูกล่ามบางคนเอาใจใส่ดูแลเรายิ่งกว่าที่ลูกของเราแท้ ๆ ทําทุกอย่างให้อย่างไม่ปริปากพูดอะไร ไม่แสดงให้เห็นว่าเหน็ดเหนื่อย หรือเบื่อหน่ายกับเราเลย…”

การสร้างความปรองดองในครอบครัวของลูกล่าม

                          ปัญหาอันดับหนึ่งของครอบครัวก็คือการไม่ปรองดอง ความแตกแยกในครอบครัวเป็น

ความทุกข์อย่างมาก ทั้งของผู้มีครอบครัวเอง ทั้งของลูกหลาน ทั้งของญาติพี่น้อง แต่ความปรองดองกัน

ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เห็นอกเห็นใจกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสําคัญในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัว

มีความสมานสามัคคีกันดี ก็พอต่อสู้ปัญหาอื่นได้ เหมือนคนที่มีร่างกายแข็งแรงกําลังวังชาดีแม้จะมีภาระ

หนักก็พอเข็นไปได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้าร่างกายไม่ดี กําลังวังชาไม่ดี แม้มีของเล็กน้อยก็เข็นไปไม่ได้เพราะ

ไม่มีกําลัง หลักทางรัฐศาสตร์ได้บอกเราว่า ครอบครัวเป็นรากฐานสําคัญของสังคมและของรัฐ

ถ้าครอบครัวไม่ดี เปรียบเหมือนต้นไม้ที่รากเน่า ลองนึกภาพดูว่าต้นไม้ที่รากเน่า แม้จะรดน้ำต้นไม้สัก

เท่าไหร่ บํารุงมันสักเท่าไหร่ อย่างไร รากมันเน่าเสียแล้ว ถ้าแก้ไขที่รากไม่ได้ก็หมดหวัง ที่จะให้ต้นไม้

ต้นนั้นเจริญเติบโตต่อไปได้ มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว” (วศิน อินทสระ. ม.ป.ป. : เว็ปไซต์)

การกระทบกระทั่งกัน การไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ทําให้เกิดการไม่ยอมรับจนเกิดปัญหาการ

ขัดแย้งกันขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าหากคู่สามี-ภรรยายอมและยอมรับซึ่งกันและกัน ทางที่ดีคู่

สมรสจะต้องเกรงใจกัน ถนอมน้ำใจกัน เสียสละให้แก่กันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

ก็จะทําให้เกิดความราบรื่น สงบสุขในครอบครัว ถ้าเหตุการณ์ในครอบครัวไม่เป็นไปตามที่คาดหมายของ

คนรอบข้าง จึงจําเป็นต้องมีบุคคลที่เป็นกลางมาทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

พ่อล่ามต้องทําหน้าที่เป็นตุลาการที่มีอํานาจในการตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นระหว่างสามี

ภรรยาให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรมตามหน้าที่ ในเรื่องปัญหาของครอบครัวที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น

เรื่องกระทบทั่งกันเล็กน้อยเหมือนลิ้นกับฟันเพราะด้วยความที่ทั้งคู่ยังใหม่การศึกษาเรียนรู้ดูใจกันนั้น

อาจจะยังไม่ทะลุปรุโปร่ง บางครั้งอาจจะมีการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (ในกรณีคู่สามีที่เพิ่งแต่งงาน

กัน) ทําให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งขึ้นเสียงเถียงกันตามประสา เหตุการณ์เหล่านี้พ่อล่ามต้องเข้าไป

สอบถามหาสาเหตุแห่งปัญหาเมื่อทราบแล้วก็จะหาวิธีการไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างกันขึ้น

และให้เหตุผลที่ไม่เข้าข้างคนใดคนหนึ่ง นอกจากนั้นพ่อล่ามจําเป็นต้องหยั่งเสียงหรือโดยหินถามทางถึง

ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นความปรองดองเพียงชั่วคราวหรือถาวร ต้องหมั่นสังเกตว่าปัญหา

ระหองระแหงนั้นจะปะทุขึ้นอุกเมื่อใดตามปกติทั่วไป จะพบว่าสาเหตุพ่อล่ามต้องแสดงบทบาทหน้าที่ตุลาการศาลตัดสินคดีความเล็ก ๆ น้อยเช่นนี้นั้นปัญหาที่เกิดขึ้นทําให้ครอบครัวอยู่กันอย่างไม่สงบสุข มีเรื่องราวที่เดือดเนื้อร้อน

ใจนั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้เป็นสามีหรือลูกล่ามนั่นเอง ซึ่งอาจเกิดมาจากการคบเพื่อนฝูงจนลืมไปว่าตนเองนั้นได้แต่งงานมีเหย้ามีเรือนมีภรรยา (บางคนอาจเพิ่งมีลูกตัวเล็ก ๆ) ที่คอยอยู่บ้านเพียงคนเดียว (เพิ่งแยกเรือนออกมาอยู่กันเพียงลําพังนั่นเอง) ซึ่งความว้าเหว่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะผู้หญิงชาวผู้ไทส่วนใหญ่มักจะทําหน้าที่เป็นภรรยา หรือแม่บ้านที่ดีต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ใน “ฮีต” ใน “ครอง” ของวัฒนธรรมประเพณีชาวผู้ไทนั่นเอง แต่สามีบางคนอาจจะไม่เคร่งครัดในวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนมากเท่าไหร่ อาจเนื่องมาจากที่ตนเองเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนนี้ใหม่ ๆ ยังเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีการดําเนินชีวิตของชุมชนไม่ถ่องแท้ เขยใหม่บางคนอาจไม่ซาบซึ้ง เข้าถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนที่ตนเองเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่นั้น

วัฒนธรรมที่อยู่อาศัย

ที่อยู่อาศัย

 ที่อยู่อาศัย สภาพบ้านเรือนของชาวผู้ไทยในอดีตนั้นจะแยกกล่าวดังนี้
รูปทรงและองค์ประกอบ
เรือน ผู้ไทยในสมัย 40 ปี มาแล้วเป็นเรือนทรงมนิลา คือ มีหลังคาทรงเหลี่ยมยอดแหลมดั้งสูง ใต้ชานสูงประมาณ 2 เมตร มีฝาล้อมรอบ มีประตูหน้าบ้านเข้า 2 ประตู มีหน้าต่างแห่งเดียวเล็กๆพอเอาศีรษะลอดเข้าออกได้ ภาษาผู้ไทยเรียกว่า “ ประตูบอง” “ ถ้าเป็นบ้านของผู้มีฐานะหน่อยหน้าต่างจะสูงเท่าประตู ” ตรงหน้าต่างจะมี “ เสาปากช้าง ” หรือ “ เสาคาช้าง ” ค้ำทอดบ้านตรงหน้าต่าง ทอดบ้าน ภาษาผู้ไทย “ หอนทอด ” จะตีติดเสาคู่หน้าต่าง ลำตีเคร่าโดยเคร่านี้ข้างล่างจะตีตะปูติดทอด ข้างบนจะตีตะปูติดกับขื่อ แล้วฝา ( ทั้งฝาขัดแตะหรือฝากะดาน) จะตีติดเคร่า เสาคางช้างหรือปากช้างจะปาดเป็นบ่าค้ำทอดไว้เสาคางช้างหรือช้างจะเป็นเสา ใหญ่กว่าเสาบ้านทุกต้น เป็นเสาโชว์พิเศษสลักเสาลวดลาย ปลายเสาจะปาดเป็นรูปกลีบบัวหรือกาบพรหมศร แต่ชาวผู้ไทยในอดีตอาจจะยังไม่รู้จักลายไทย เมื่อเห็นเป็นรูปคล้ายปากช้างหรือคางช้างก็เลยเรียกเสาคางช้างหรือเสาปาก ช้าง มีระเบียงยื่นออกมาด้านหน้า ภาษาผู้ไทยเรียกว่า “ เก๋ย ” หลังคาระเบียงถ้าต่อจากหลังคาเรือนใหญ่ลาดลงมาเรียกว่า “ หลังคากะเทิบ ” ถ้าหลังยกเป็นหน้าจั่วยอดแหลมเหมือนเรือนใหญ่จะเรียก “ หลังคาโหลอย ” ( หลังคาหัวลอย ) เรียกทั้งตัวบ้านว่า “ เฮินโหลอย ” ( เรือนหัวลอย ) ระหว่างหลังคาเรือนใหญ่และหลังคาหัวลอยจะมีรางน้ำซึ่งเจาะต้นไม้ทั้งลำ แบบหลังคากะเทิบจะเป็นบ้านของผู้ที่มีฐานะไม่คอยดี บ้านหลังคาหัวลอยหรือเรือนหัวลอยจะเป็นบ้านของผู้ที่มีฐานะดี สมันนั้นดูฐานะก็ดูที่ทรงบ้านก็พอจะรู้แล้วนอกจากนั้นก็ดูที่ฝาและหลังคา ถ้าฝาและหลังคาเป็นกระดานแสดงว่ามีฐานะดี ถ้าหลังคามุงด้วยหญ้า ฝาเป็นฝาขัดแตะแสดงว่าฐานะไม่ดี
“ เฮินซู “ ( เรือนสู่ ) เป็นบ้านอีกรูปทรงหนึ่งซึ่งสร้างแบบลวกๆง่ายๆ แบบ” เสาไม้เมาะ แตะไม้ลื่ม ” ( เสาไม้มอก ตอกไม้ลิ่ม – มอก คือ กระพี้ , ไม้ลื่ม คือ ไม้ไผ่ที่ยังไม่แก่ ) เสาทำด้วยต้นไม้เนื้อแข็งที่ต้นยังเล็กอยู่ขนาดพอดีเป็นเสาโดยไม่ต้องถาก เพียงแต่ปอกเปลือก ( เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ซม. ) ตัดหัวท้ายยาวตามขนาดที่ต้องการ การเข้าไม้ประกอบเป็นตัวบ้านไม่ใช้ตะปู ( เพราะในอดีตไม่มีตะปู ) จะใช้ “ เคออู้ย ” ( เครืออู้ย – เถาวัลย์ชนิดหนึ่งเหนียวมาก ) และ “ เตาะไม้ลื่ม ” คือ เอาไม้ไผ่ที่ยังไม่แก่ อายุประมาณ 10-12 เดือน มาจักเป็นตอกมัด ตอกไม้ลื่มนั้นมันจะเหนียวไม่เปราะเหมือนตอกไม้แก่ ( ไม้แก่ผู้ไทยว่า “ ไม้กล้า ”) ตัวไม้ทำโครงบ้านก็เหมือนบ้านโบราณดั้งเดิมทั่วไป คือ หลังคามุงหญ้าคา ฝาเป็น “ ฝาพะล่าน ” ไม่มีเกย ไม่มีชาย ไม่มีเรือนครัว เฮินซูเป็นบ้านที่เขยที่มาสร้างไว้ก่อนแต่งงานไม่นาน สร้างให้เฉพาะลูกเขยที่จะมา “ ซูพ่อเฒ่า ” ( สู่พ่อตา ) คือ ลูกเขยที่แต่งงานแล้วขออาศัยอยู่กับพ่อตาชั่วคราว เมื่อพอเลี้ยงตัวได้แล้ว หรือบางทีอยู่ 2-3 ปีก็ขยับขยายไปสร้างบ้านใหม่ในที่อื่น บางทีพ่อตากลัวลูกสาวลำบาก ลูกเขยสร้างบ้านใหม่ก็ให้สร้างบริเวณที่ดินพ่อตาเลย กล่าวถึงการสร้างเฮินซูนั้น เมื่อหาวัสดุพร้อมแล้วก็จะวานเพื่อนบ้านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือให้เสร็จภาย ในวันเดียว
สาเหตุที่มีการสร้างเฮินซู ก็เพราะสมัยก่อนบ้านพ่อตาก็หลังเล็ก ถ้าจะเอาเขยมาอยู่ด้วยก็จะดูคับแคบลงไปอีก จึงให้สร้างเฮินซูอยู่ในบริเวณที่ดินเดียวกันกับพ่อตา ถ้าพ่อตามีบ้านหลังใหญ่ก็ไม่ต้องตั้งเฮินซู พ่อตาก็จะให้กั้นห้องเอาที่เกยเลยก็ได้ ก็สบายไป ประมาณ 20 ปีมานี้ไม่เห็นมีการตั้งเฮินซูแล้วเพราะ
1.บ้านเริ่มเข้าสู่สมัยใหม่ พ่อตามีบ้านหลังใหญ่ เขยซูก็จะอยู่ร่วมบ้านเดียวกับพ่อตา โดยยกห้องใดห้องหนึ่งใหม่ให้
2.ไม่ค่อยมีการซูพ่อเฒ่า ในปัจจุบันนี้บ้านรูปทรงดังกล่าวนี้หายากแล้ว เพราะผู้ที่สร้างบ้านใหม่ก็จะสร้างตามสมัยนิยมกันหมด
ประโยชน์ใช้สอยบ้าน บ้านชาวผู้ไทยเมื่อสมัย 40 ปีมาแล้วแบ่งประโยชน์ใช้สอย ซึ่งแยกกล่าวทั้งส่วนสำคัญและส่วนประกอบ ดังนี้
ห้อง ใน ซึ่งเป็นตัวเรือนใหญ่ มีฝาล้อมรอบ มีประตูเข้า-ออก 2 ประตู มีหน้าต่าง 1 ช่อง ห้องนี้ในภาษาผู้ไทยเรียกว่า “ โก๋ง ” ภายใน “โก๋ง” จะกั้นเป็นห้องนอนอีก มี 1 ประตู ผู้ไทยเรียกว่า
“ โก๋งโส้ม ” สำหรับเป็นที่นอนของลูกสาว บางบ้านภายใน “โก๋งโส้ม ” อาจจะกั้นห้องหรือเอาตู้หรือกองผ้าห่มกั้นให้เป็นที่นอนของพ่อแม่ด้วย ข้างโก๋งโส้มอาจจะทางซ้ายหรือขวาก็ได้เรียกว่า “ ฮอง ” เป็นที่นอนของพ่อแม่หรือลูกชาย
ห้องนอกหรือเกย ภาษาผู้ไทยว่า “ เก๋ย ” ไม่มีฝา มีแต่หลังคาเป็นที่นั่งเล่นรับลมเย็น เป็นที่รับแขก เป็นที่รับประทานอาหาร หรือกั้นเป็นห้องให้ลูกเขยอยู่ “ เฮินไฟ ” ( เรือนครัว ) จะตั้งต่อจากเกยออกไป บางหลังคาเรือนอาจจะตั้งแยกออกไป มีเพียงกระดาน 1-2 แผ่นพาดเชื่อมกับเกย เนื้อที่ภายใน “ เฮินไฟ ” นั้นมีเตาไฟ เตาไฟมีลักษณะเป็นกะบะยกพื้นสูง สูงขึ้นจากพื้นเรือนครัวประมาณ 5-10 ซม. กว้างประมาณ 1*1 เมตร ขอบกะบะสูงประมาณ 1 คืบ ใส่ดินให้เต็มเพื่อป้องกันไฟไหม้พื้น ที่ก่อไฟนั้นอยู่กลางล้อมด้วยก้อนเส้า 3 ก้อน เป็นที่วางหม้อ หรือบางทีใช้ “ เคง ” ( เคียง ) คือ ที่วางหม้อเวลาต้มแกง เป็นที่วางที่เป็นเหล็กมี 3 ขา ด้านบนขาจะเชื่อมติดกับแผ่นเหล็กบาง งอเป็นรูปวงกลมเป็นที่สำหรับรับก้นหม้อ รอบตามฝาเรือนครัวจะวางสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระติบข้าว ตะกร้า ไหปลาร้า ไหเกลือ เป็นต้น เหนือเตาไฟจะมีห้างสูงประมาณระดับหน้าผาก มีไว้สำหรับห้อยเนื้อที่จะทำเนื้อแห้ง ห้อยข้อง ตะกร้าที่เพิ่งสานใหม่ๆ เรียกว่า “ ย่างคา” เพื่อป้องกันแมลงกินไม้ เช่น มอด มิให้มากินข้อง ตะกร้า ฯลฯ เหล่านี้
ชาน ( ซาน ) เป็นพื้นที่ต่อกับเกยหรือเรือนครัว มีไว้สำหรับวางตุ่มน้ำดื่ม น้ำอาบ น้ำใช้ ตรงริมชานมักจะวางรางผัก ชานนี้จะไม่มีหลังคา ไม่มีฝา พื้นชานจะต่ำกว่าเกยหรือเรือนครัว ที่ชานจะมีบันไดเรียกว่า “ ขั้นบันได๋ซาน ” ( บันไดชาน )

การใช้บริเวณบ้าน

อดีตเมื่อ 40 ปีมาแล้วการใช้บริเวณบ้านของชาวผู้ไทยพอกล่าวได้ดังนี้
1. ใต้ถุนบ้านจะเป็นที่ผูกควาย คือ ทำเป็นคอกควาย โดยตีไม้ล้อมรอบ มีประตูซัด เอาเสาบ้านเป็นเสาคอกและมีเสาเสริมอีกเพื่อให้แข็งแรง
2. ทางหลังบ้านหรือทางข้างก็จะสร้าง “ เล้าข้าว ” ( ยุ้งข้าว ) ใต้ยุ้งข้าวจะทำเล้าไก่หรือเล้าหมู
3. หน้าบ้านบางทีก็ปล่อยโล่งไว้สำหรับนั่งผิงแดดหน้าหนาว เรียกกว่า “ ลานหน้าบ้าน ” มีปลูกไม้ยืนต้นบ้างพอเป็นร่มเงา เช่น มะม่วง ขนุน เป็นต้น
4. บางคนที่ไม่ชอบผูกวัวควายไว้ใต้ถุนบ้าน ก็ออกผูกนอกใต้ถุนข้างๆบ้าน เรียกว่า “ แลงควาย ” (แหล่งควาย) หรือ” แลงโง ” ( แหล่งวัว )

ความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน

ในอดีตชาวผู้ไทยยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน ดังนี้
1. เกี่ยวกับไม้ที่จะนำมาสร้างบ้านนั้น จะห้ามเอาไม้ดังต่อไปนี้มาสร้างบ้าน
– ไม้ฟ้าผ่า ผู้ไทยเชื่อว่าไม้ที่ถูกฟ้าผ่านั้นเพราะ “ มันเข็ด มันขวง ” ( มันอัปปรีย์จัญไร ) ไม่ควรเอามาสร้างบ้าน
– ไม้แยงเงา ( ไม้ส่องเงา ) คือ ต้นไม้ที่อยู่ริมห้วย ลำต้นเอาเข้าหาลำห้วย ( อาจจะเป็นเพราะโค่นยาก ปล้ำยาก อันตราย )
– ไม้ที่ชื่อไม่เป็นมงคล เช่น ไม้กระบก คำว่า “ บก ” คือ บกพร่องลงไปหรือขาดเขิน นำมาสร้างบ้านจะทำให้สร้างไม่ขึ้น ขาดเขินอยู่เป็นประจำ
2. เกี่ยวกับการใช้บ้าน
– ห้ามวางพาข้าวหรือนอนใต้ขื่อ ยังหาคำอธิบายไม่ได้
– ศพจะวางไว้ใต้ขื่อ อันนี้คิดว่าตรงใต้ขื่อมันจะตรงกับคานของบ้านพอดี ซึ่งจะรับน้ำหนักของหีบศพได้ดีกว่าบริเวณอื่น
– ส่วนประกอบของบ้าน เช่น บันได จำนวนขั้นบันไดจะเป็นจำนวนคี่ เช่น 5 ขั้น 7 ขั้น 9 ขั้น เป็นต้น

วัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้

การอบรมสั่งสอนเรื่องการหาอยู่หากิน ในอดีตนั้นจะมีการอบรมสั่งสอนโดยประสบการณ์ตรง คือ ให้ลงมือปฏิบัติ แล้วพ่อแม่หรือปู่ย่าอยู่ข้างๆคอยบอก ซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยตรงและบางทีก็อาจให้ช่วยงานซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยอ้อม เช่น พาไปตัดไม่ไผ่มาจักสาน ทำให้ลูกรู้ชนิดของไม้ที่เหมาะแก่การจักสานภาชนะต่างๆ ไม้ไผ่ ไม้ไร่ยอดด้วนจะไม่ใช้จักสาน เพราะผุง่ายและมอดชอบ ลูกสาวก็อาจใช้ช่วยทอหูก ช่วยจับนั่นจับนี่ พาไปหากิน ทำให้ลูกมีประสบการณ์มากขึ้น แต่ก็มีลูกบางคนที่ไม่ต้องเรียกมาสอน แต่มีความทะยานอยากจะทำเองเห็นพ่อเห็นแม่ทำงานค้างไว้ พ่อแม่ไม่อยู่ก็ไปทำต่อ พ่อแม่เห็นแววก็จับมาสอนโดยตรงหรือบางที่ก็อาจไปถามคนอื่นที่เขาเป็น
ในอดีตเป็นความจริงอย่างหนึ่งว่า ผู้ชายที่ทำอะไรเป็นหลายอย่างตั้งแต่เป็นหนุ่ม เช่น ถางไม้ สร้างบ้าน ไถนา สร้างแอก จักสาน ชายผู้ไทยที่สามารถทำอยู่ทำกินเป็นตั้งแต่เป็นหนุ่มโสด จะเป็นที่หมายปองของผู้ที่มีลูกสาว แม้กระทั่งผู้ใหญ่ชมความสามารถก็มักจะทำนองว่า “ โอ้…เอ็ดเวะเป๋นพอเอาลุเอาเมแล้ว” ( โอ้…ทำงานเป็นพอเอาลูกเอาเมียแล้ว ) ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อแต่งงานไปก็สร้างเนื้อสร้างตัวได้ไว เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพ่อตาแม่ยายและญาติๆทั้งหลายฝ่าย ในตอนใกล้จะแต่งงานเป็นอีกช่วงหนึ่งที่บรรดาลูกๆ จะได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักการครองเรือนเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ในวันแต่งงานผู้ชายจะได้รับการอบรมก่อนจะเข้าพาขวัญ คือ ฝ่ายลุงตา ( ญาติฝ่ายเจ้าสาว ) จะ “ เฆี่ยน ” คือ กล่าวสั่งสอนในทุกๆด้านให้เป็นพ่อเรือนที่ดีมีความขยันมานะพยายามในการสร้างครอบครัว เป็นต้น
ในปัจจุบันการอบรมสั่งสอนได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการศึกษาเจริญมากขึ้นลูกหลานทั้งหลายเอาแต่มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจะเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพของบิดาให้เป็นอาชีพอื่นที่ดีขึ้น การอบรมสั่งสอนจะเป็นหน้าที่ของครูในโรงเรียน ไม่ว่าทางศีลธรรมจรรยา การทำมาหากิน มีหลักสูตรในสถานศึกษารองรับแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่หาเงินเพื่อส่งลูกเรียน แต่ทั้งนี้ไม่ว่าพ่อแม่จะละเลยไม่อบรมสั่งสอนเสียเลย มีโอกาสก็สั่งสอนบ้าง แต่ไม่บ่อยเหมือนสมัยอดีตเพราะลูกไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ดังนั้นการให้การอบรมสั่งสอนลูกหลานจึงเป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ พร้อมทั้งปู่ย่า ตายาย จะแยกกล่าวดังนี้
การอบรมลูกชาย ในอดีตอบรมให้รู้จักหน้าที่พ่อเรือน ให้รู้จักการหาความรู้เกี่ยวกับการครองชีพครองเรือน ตลอดจนอบรมจรรยามารยาทด้วย เช่น สอนให้รู้การจักสาน การจัดหาจัดทำเครื่องมือการเกษตรเช่น ทำแอก ทำไถ สอนให้ขยันทำมาหากิน ซึ่งได้กล่าวแล้วในบทบาทของสมาชิกในครอบครัว
ในปัจจุบันก็ยังอบรมเช่นกันกับในอดีต เพียงแต่ว่าแนวทางด้านความรู้เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตัวนั้นเปลี่ยนแปลงไป และสถานที่หาความรู้นั้นเปลี่ยนจากหาความรู้ในครอบครัวเป็นหาความรู้จากสถาบันต่างๆมากมาย
การอบรมลูกสาว ในสมัย 40 ปีที่ผ่านมาการอบรมลูกสาวในเบื้องแรกนั้นเป็นการอบรมให้รู้จักรักนวลสงวนตัว หญิงสาวจะไม่ยอมให้ผู้ชายจับมือถือแขนได้แม้กระทั่งผ่านเข้าใกล้ก็ต้องระวังตัว เคยมีบ่อยๆที่มีการปรับไหมกันเมื่อผู้ชายแกล้งถูกเนื้อต้องตัวหญิงหล่อนจะได้รับการสั่งสอนว่า “ ไคมิแต๊ะเซอมือ อย่าเฮ่อชายมาจับมาต้อง ” ( ไข่ไม่แตกใส่มือ ยังไม่แต่งงาน อย่าให้ชายแตะต้อง) ถ้าชายขืนแตะต้องโดยเจตนาจะต้อง “ ทึแหนเสไก่ ทึบ่าไลเสหมู ทึทังเน้อทั้งโต๋เสแม้โงโต๋ควาย ” ( ถูกแขนเสียไก่ ถูกบ่าไหล่เสียหมู ถูกทั้งเนื้อทั้งตัวเสียแม่วัวตัวควาย ) อันดับต่อมาก็สอนให้รู้จักหน้าที่แม่บ้าน ให้รู้จักเก็บกวาดบ้านเรือน “ เบิงลุ้มเบิงเท็ง ” ( ดูลุ่มดูบน ) ให้รู้จักเรือนสามน้ำสี่ ( เรือนสาม ได้แก่ เรือนนอน เรือนครัว และเรือนผม) น้ำสี่ ได้แก่ น้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำปูน ( สมัยนั้นผู้หญิงกินหมาก) และน้ำคำ นอกจากนี้ยังสอนการอิ้วฝ้าย ดีดฝ้าย ทอผ้า คือ ให้รู้จักการตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม เช่น ทอหมอนขวิด ( ผู้ไทยว่า “ เก็บหมอน ”) เย็บหมอน ทำผ้าห่ม ทำฟูกที่นอน ทอผ้าขาวม้า เรื่องการทำหมอน ผ้าห่ม ที่นอน ( ผู้ไทยเรียก สานะ ) ผ้าขาวม้าชายผู้ไทยจะเน้นมาก พ้นหน้านาไม่ว่าผู้สาวหรือผู้เฒ่าก็จะพากันทำในสิ่งเหล่านี้ หญิงสาวใดแต่งงานถ้ามีสิ่งเหล่านี้น้อยจะถูกกล่าวขวัญนินทามาก เพราะแสดงถึงความขี้เกียจ หญิงสาวบางคนก่อนแต่งงานจะมีไว้แล้วอย่างละประมาณ 50-60 ผืน ที่ขี้เกียจหน่อยก็มีอย่างละประมาณ 15-20 ผืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นของ “ สมมา ” ในวันแต่งงานที่เหลือก็จะเอาไปใช้ในครอบครัวใหม่ของตน แล้วก็เริ่มสร้างเพิ่มเติมอีก
%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2ในสมัยปัจจุบันในเรื่องการรักนวลสงวนตัวเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามา หญิงสาวชายหนุ่มจะไปไหนมาไหน 2 ต่อ 2 จะจับมือถือแขนกันก็ไม่ค่อยจะถือกันแล้ว ดังที่เห็นๆกันอยู่ ส่วนการสร้างเครื่องนุ่งห่ม 4 อย่างที่กล่าวมานั้นมีเปลี่ยนแปลงไปตรงที่ว่า แม่เป็นผู้สร้างไว้ให้หรือซื้อเอา เพราะลูกสาวมีภาระในเรื่องการเรียนหนังสือหรือไปทำงานต่างถิ่น เดี๋ยวนี้หญิงสาวที่ปั่นฝ้ายเป็น ทอผ้าเป็น หายากแล้ว และนับวันจะลดลงไปเรื่อยๆ

วัฒนธรรมการแต่งกาย

59626

ที่เรียกว่า ผู้ไทยดํา นั้น ไม่ใช่ว่าผู้ไทยเผ่านี้มีผิวสีดํา เพราะผิวผู้ไทยนั้นออกจะดําแดง ถึงขาวแดง แต่เรียกตามสีของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ผู้ไทยเผ่านี้ชอบใช้สีดํา เพราะในสมัยนั้นชนเผ่านี้ ได้รู้จักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมื่อสกัดออกมาแล้วจะได้สีเป็นสีคราม ต่อมาพืชชนิดนี้จึงเรียกว่า “ต้นคราม” กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากต้นครามนี้มีขบวนการที่ซับซ้อนพอสมควร ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาอันสูงส่งของบรรพบุรุษสมัยนั้น ที่ยังไม่รู้จักคําว่า “เทคโนโลจี” เลย เมื่อนําผ้า (ที่ผลิตด้วยมือและมีขบวนการที่ซับซ้อนเช่นกัน) มาย้อมกับสีที่สกัดได้เสร็จแล้วจะได้ผ้าสีดํา คราม ซึ่งในความรู้สึกของผู้ไทยเผ่านี้ว่าเป็นสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผ้าสีดําครามนี้มาตัดเย็บ (ด้วยมือ) เป็นเสื้อ กางเกง ผ้าถุง หรือแม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่มอื่นๆ เสื้อผ้าสีดําครามนี้จะเป็นที่นิยม ใส่เป็นประจําไม่ว่าจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร่ ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีต่างๆ

การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดํานี้ จึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้ไทยเผ่านี้ จึงได้รับขนานนามว่า “ผู้ไทยดํา” ส่วนผู้ไทยอีกเผ่าหนึ่งอยูที่ “เมืองไล” ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยู่ตอน เหนือของเมืองแถนขึ้นไปใกล้กับดินแดนจีน คงจะย้อมผ้าสีครามได้เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากอยู่ใกล้จีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุ่งขาวห่มขาว ผู้ไทยเมืองไลนี้จึงชอบนุ่งขาวห่มขาว เหมือนชาวจีน เลยได้ขนานนามว่า “ผู้ไทยขาว”

เครื่องนุ่งห่ม ชาวภูไท

 เครื่องนุ่งห่ม ถ้ามองย้อนอดีตให้ยาวนานออกไป จะเห็นว่าชาวผู้ไทยเป็นเผ่าที่ทำเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม คือ ผ้าห่ม จนเหลือใช้ (แม้กระทั่งในปัจจุบันชาวผู้ไทยก็ยังทำผ้าห่มไว้มาก แขกมาเยี่ยมมาพักมีให้ห่มอย่างพอเพียง) ส่วนเสื้อผ้าก็พอมีใช้ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ไม่ขัดสนและสิ่งเหล่านี้ล้วนทำได้เองด้วยฝีมือความสามารถของตนเอง ซึ่งบางอย่างสวยงามมีศิลปะ
แหล่งที่มา ในอดีตนั้นหามาเองโดยการปลูกขึ้นบ้าง เอาจากที่มีอยู่ตามธรรมชาติบ้าง โดยเริ่มตั้งแต่สภาพที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ผ่านกระบวนการต่างๆจนเป็นเครื่องนุ่งห่มล้วนหามาเอง ทำขึ้นเองทั้งสิ้นเช่น ฝ้าย เริ่มตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นทอเป็นผ้า ล้วนแต่ทำเอง ในปัจจุบันนี้มีโรงงานที่ทันสมัยที่ผลิตวัสดุที่จะทำเครื่องนุ่งห่มแล้ว ราคาไม่แพง สี ลวดลาย แบบ มีให้เลือกมากมายและหาซื้อได้ง่าย ทั้งในตลาดนัดในหมู่บ้านและในตลาด ทำให้การปั่นฝ้าย ( ผู้ไทยเรียกว่า “ เข็นฝ้าย ”) ของชาวผู้ไทยเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะมีแล้ว
วัสดุที่ใช้ในการทำ เครื่องนุ่งห่ม วัสดุที่ใช้ทอผ้าก็มีฝ้ายเป็นหลักและไหม สีย้อมผ้าก็เป็นที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สีแดงได้จากครั่ง ผลสะดี สีดำจากต้นคราม ผลมะเกลือ สีเหลืองได้จากแก่นขนุน เป็นต้นสีที่ชาวผู้ไทยชอบใช้มากที่สุด คือ สีดำที่ได้จากต้นคราม
การใช้ ผ้า การใช้ผ้าของชาวผู้ไทยในอดีตนั้น ผ้าบางชนิดก็มีกาลเทศะในการใช้ เช่น “ ผ้าจ่อง ” เป็นผ้าที่ทออย่างดี สีย้อมด้วยครั่ง จะใช้คลุมหีบศพ ( ผู้มั่งมี ) ผ้าสี่เหาก็ใช้คลุมหีบศพได้เช่นกัน
เสื้อผ้าที่ตัดเย็บใหม่ๆ จะไม่ใส่เล่นจะเก็บไว้ในหีบอย่างดี พอมีงานบุญจะเอาออกมาใช้ เสื้อผ้าใหม่ๆจึงมักจะเรียกว่า “ เสื้อเอาบุญ ” หรือ “ ส้งเอาบุญ ” หรือ “ ชุดเอาบุญ ”
โสร่งไหมเป็นผ้าชั้นดีหายาก จะมีเฉพาะผู้ที่มีเมียหรือแม่ที่เลี้ยงไหมหรือผู้ที่มีฐานะดีหน่อย สามารถนุ่งไปจีบสาวได้ เวลานั่งใกล้สาว จะถลกโสร่งขึ้นเลยหัวเข่าอวดขาลาย สมัย 60 ปีก่อนบ่าวใดมีขาลายผู้สาวจะรักมาก ส่วนผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์มาก
ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มในทำนองที่จะเป็นไปอย่างนั้นจะเป็นไปอย่าง นี้ไม่ค่อยมี การแต่งตัวตามสีตามวันผู้ไทยไม่ถือ จะเห็นแต่ผ้าคลุมหีบศพ เมื่อหามศพลงเรือนผ้าคลุมหีบจะปลดออกไว้ใช้ต่อไป แต่ก่อนจะนำมาใช้จะมีพิธีโยนผ้าก่อน ในปัจจุบันการโยนผ้าก็ยังปฏิบัติอยู่และมีข้อ “ คะลำ ” อันหนึ่ง คือ ห้ามนุ่งผ้าอยู่บนต้นไม้ ก่อนขึ้นต้นไม้ให้นุ่งผ้าให้ดีที่สุดก่อน แต่ขึ้นไปแล้วเกิดผ้าหลุดผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าไม่ให้นุ่งอยู่บนต้นไม้ โดยบอกว่า “ งูจะเกี้ยวแข้งเกี้ยวขา ” แต่อันนี้เป็นคะลำสำหรับเด็ก คือ ท่านกลัวตกต้นไม้ คือ ตอนนุ่งผ้ามือเราจะไม่ได้จับกิ่งไม้เลย กลัวจะพลัดตกตอนนั้น
ยังเป็นประเพณีของชาวผู้ไทยอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องนุ่งห่ม 4 อย่างนี้ คือ ผ้าห่ม ที่นอน หมอน ผ้าขาวม้า หญิงสาวชาวผู้ไทยต้องจัดสร้างขึ้นมาไว้มากๆยิ่งตอนใกล้จะแต่งงานจะเน้นเป็น พิเศษ เมื่อหนุ่มมาขอแล้วฝ่ายสาวต้องเร่ง “ ส้างเคิ้ง ” ( สร้างเครื่อง ) คำว่าสร้างเครื่องก็คือ สร้างเครื่องนุ่งห่ม
ในปัจจุบันนี้ก็ยังยึดถือ ประเพณีนี้อยู่ เพียงแต่ว่าหญิงสาวทุกวันนี้ต้องเรียนหนังสือ หรือไม่ก็ไปทำงานต่างถิ่นไม่มีเวลาทำ เมื่อใกล้จะแต่งงานต้องเดือดร้อนแม่ที่กุลีกุจอสร้างให้ อาจจะให้ญาติๆช่วยทำ หรือจ้าง หรือซื้อสำเร็จรูป
การแต่งกายปัจจุบันมี การเปลี่ยนแปลงไปมาก จนไม่มีคนแต่งกายแบบดั้งเดิมตามบ้านให้เห็นแล้ว ยกเว้นจะมีพิธีกรรมบางอย่าง เช่น เวลาจะเหยาเลี้ยงผีหรือกรณีพิเศษ เช่น ฟ้อนผู้ไทยให้แขกผู้มาเยือนได้ชม หรือไปฟ้อนตามที่หน่วยงานราชการขอมา ทุกวันนี้พากันแต่งกายตามสมัยนิยมกันแล้ว ผู้หญิงหันมานุ่งกางเกง เพราะว่าทะมัดทะแมงดี หาง่าย ซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย มีหลากสีหลากทรง