การป้านห้วยน้อย

%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2ห้วยน้อย เป็นสายห้วยเล็กๆ จึงเรียกว่า “ห้วยน้อย” บางตอนกว้างแค่วาเดียว แต่ลึกมาก เป็นสายห้วยที่ไม่ยาวนัก อยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศตะวันตก ไหลตกห้วยคันแทใหญ่ ผู้ที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย์ (น้องของพ่อตาของคุณสันดร คนซื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บ้านห้วยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกว่า “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลูกคนโต ชื่อสงคราม นายสงครามนี้เกิดปีสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงให้ชื่อว่า “สงคราม” นายบัง ได้มาตั้งศาลาที่ริมห้วยน้อยนี้ทําเป็นโรงฆ่าสัตว์ ก็เลยวานพี่น้องขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การถมดินให้เป็นคันกันน้ำนี้ท้องถิ่นอีสานเรียกว่า “ป้าน” ต่อไปจะใช้คํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ำไว้สําหรับล้างเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส้ พุง ของสัตว์ที่ชําแหละ พอหน้าน้ำหลากก็พัง พังแล้วก็ป้านอีก หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน (หมู่ที่ 1) นายไหลมีที่นาอยู่ที่นาขี้หมู เห็นประโยชน์จากน้ำห้วยน้อย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพ่อของกำนันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เข้าสู่นาขี้หมูโดยจะช่วยป้านห้วยน้อยให้เป็นคัน ป้านที่แน่นหนา นายบังเป็นคนใจกว้างมองการณ์ไกลและเห็นประโยชน์ร่วมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่น้องชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 7 – 8 คน) มาขุดเหมืองให้น้ำเข้านา พร้อมกับไหว้วานพี่น้องระดมกําลังมาป้านห้วยน้อยจนเป็นคันป้านที่ใหญ่และแน่นหนา ประกอบกับช่วงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยู่ที่บ้านคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เป็นหัวหน้ากิ่ง ได้ลงมาควบคุมดูแลการป้านด้วย ทําให้การดําเนินการเป็นอย่างดี (สิน สุวรรณไตรย์. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์ ) ป้านห้วยน้อย ตรงนี้ต่อมาเรียกว่า “ป้านหลวง” ก็เลยมีฝายห้วยน้อยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มีปัญหา เพราะทําด้วยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําให้คลองพังอยู่บ่อยๆ จะเข้าหน้านาแต่ละปี ต้องซ่อมคันคลองเสียก่อน มีเรื่องเล่าขานว่า ปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำหลากมามากจนเหมืองห้วยน้อย พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ได้ไปยืนดูตรงใกล้ที่มันพัง ขณะที่ดูเพลินอยู่นั้นดินที่ตรงที่ลุงเจียงยืนอยู่ เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไม่ทันระวังตกก็ตกลงไปน้ำท่วมหัวลิบ และถูกน้ำพัดไปไกล โผล่ ขึ้นมาก็ว่ายเข้าฝั่งเพราะเป็นคนแข็งแรงและว่ายน้ำเก่ง คนจึงลือเล่าขานว่า “ลุงเจียงตกห้วยน้อย” (ต้องขอโทษลูกหลานของท่านด้วยที่เก็บเรื่องนี้มาเล่า มิได้มีเจตนาจะลบหลู่แต่ประการใด แต่เป็น เรื่องที่ระทึกขวัญทีเกิดขึ้นในบ้านเรา ) อยู่มาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้ ทางกรมชลประทานได้มาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ระบายน้ำตามหลักวิชาการ จึงได้ฝายอย่างถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นับว่านายบัง สุวรรณไตรย์ นายไหล สุวรรณไตรย์ ตลอดทั้งญาติพี่น้องรุ่นนั้น ได้เอื้อประโยชน์ต่อท้องถิ่นบ้านคําชะอีอย่างมากมาย ทั้งได้น้ำเข้านา เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ตาน้ำใต้ดินก็ตื้นสะดวกแก่การขุดบ่อน้ำ (น้ำสร้าง) ได้น้ำ รดพืชผักสวนครัว และเป็นที่จัดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ำ) วังคะฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย์ นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จ้อ) สุวรรณไตรย์. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์)

สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้ผันเงินออกสู่ชนบท  บ้านคําชะอีได้ เงินผันก้อนนี้มารื้อไม้สะพานห้วยคันแทใหญ่แล้วเอามาสร้างเป็นสะพานข้ามห้วยน้อย เรียกกันติด ปากว่า “สะพานคึกฤทธิ์”    สะพานคึกฤทธิ์ถูกใช้มานานปี จนผุพัง ชำรุด  ในปี พ.ศ. 2552 ได้งบประมาณจากกรม ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา  บุตรดีวงค์  เป็นผู้ประสานของบส่วนนี้มาให้จํานวน  2 ล้านบาท เพื่อสร้างสะพานข้ามห้วยน้อยแทนสะพานคึกฤทธิ์  เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแน่นหนา  เป็นสะพาน 3 แยก  คือสร้างแยกเข้าเกาะสวรรค์ด้วย.

ป้านแก้งม่วงไข่

แก้งม่วงไข่ เป็นแก้งที่อยู่ในลําห้วยคันแทใหญ่ฟากห้วยน้อยออกไปทางทิศตะวันตก (บ้าน ตาดโตนในอดีตก็ตั้งอยู่ติดกับแก้งม่วงไข่ฝั่งทิศตะวันตก)  ติดฝั่งห้วยตรงที่เป็นแก้งนี้มีต้นม่วงไข่  จึงพากันเรียกว่า “แก้งม่วงไข่”่ มาจนทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทําให้มีการป้านห้วยคันแทใหญ่ตรงแก้งม่วงไขน่ี้  ก็คือก่อนหน้านั้น นาหนองแจ้งเป็นนาที่แห้งแล้งกันดาร  การทํานาเป็นไปด้วยความยากลําบากมาก  อาศัยน้ำฟ้าอย่างเดียวที่จะ หล่อเลี้ยงต้นข้าว ได้ผลผลิตไม่คุ้มกับแรงงานและเวลาที่เสียไป  ทําให้ชาวนาหนองแจ้งบางครอบครัวมีปัญหาไม่มีข้าวจะกิน  ต้องหาขอกู้ยืมข้าวญาติพี่น้องพอประทังชีวิตไปแต่ละวัน  จึงพา กันคิดหาวิธีแก้ไขเพื่อได้น้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวในหน้านา  จึงได้คิดกันที่จะป้านห้วยคันแทตรงแก้ง ม่วงไข่นี้เพื่อทดน้ําเข้า เริ่มแรกก็มี ลุงไท (ปู่กำนันสกล  คนซื่อ)   ลุงดํา (ปู่ของคุณครูสนทนา  สุวรรณไตรย์ลุงจารย์เฮือง (พ่อคุณถนอม  วังคะฮาตลงุแอ้ (นายสีเนา คุณพ่อของคุณประเนิม  คนซื่อลุงน้าว (ปู่ ของคุณปริญญา  วังคะฮาตลุงเสริฐ (คุณพ่อของคุณครูชะโย  สุวรรณไตรย์)  เป็นผู้นำ และชาวนา หนองแจ้งอีกหลายคน  เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแก้ง คือเก่งหิน  การป้านจึงใช้วิธีเจาะก้อนหินเป็นหลุมแล้วเอาไม้ แก่นล่อนทั้งลำต้น ใหญ่ประมาณเท่าขาขึ้นไป  (ไม้แก่นล่อน คือไม้เนี้อแข็งที่แห้ง กระพี้ผุพังร่วง หมดแล้วเหลือแต่แก่นที่แข็งเท่านั้น) ตั้งขึ้นและหย่อนลงไปในหลุม ทําเช่นนี้หลายหลุมขวางลำห้วย จนจรดทั้งสองฝั่ง  แล้วเอาไม้แก่นล่อนขนาดเดียวกันวางขวางอิงขนาบเสาซ้อนกันขึ้นมา แล้วระดม กันเอาก้อนหินมาวางซ้อนๆ กัน แถวแรกให้ชิดติดกับไม้ที่วางแนวขวาง  แล้ววางทับซ้อนกันเป็น ชั้นๆ  ก้อนหินที่นํามาวางทับซ้อนกันนี้มีจํานวนนับไม่ถ้วน ทั้งก้อนใหญ่ก้อนเล็กคิดว่ามากกว่าพัน ก้อนขึ้นไป  เป็นคันป้านจนสูงได้ระดับที่ต้องการคือเมื่อน้ําเอ่อมาแล้วต้องไหลเข้านา  ทําอยู่ด้วย ความเพียรเป็นเวลาหลายเดือน  เมื่อเสร็จแล้วก็พาก้นขุดคลองเข้านา  เมื่อถึงฤดูฝนน้ําหลากมาก็เอ่อสูงขึ้นๆ และไหลออกตามคลองสมความปรารถนา  ยังความปิติยินแก่คณะที่พากันริเริ่ม และชาวนา หนองแจ้งทั้งมวล  จากนั้นมา การทํานาหนองแจ้งก็ง่ายขึ้น น้ําท่าอดุมสมบูรณ์ ข้าวก็อ่อนนุ่มน่ากิน อย่างไรก็ตาม ตอนเริ่มป้านแรกๆ นั้นก็มีปัญหาเหมือนกัน  คือเมื่อน้ํามามากมันจะกัดเซาะ คันป้านที่ติดฝั่งห้วยพังลง   บางปีก็พังข้างเดียว  บางปีก็พังทั้งสองข้าง  ต้องพากัน “แถม”  คันป้าน กันหลายครั้งหลายปี   จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2508  ลุงแอ้ (นายสีเนา) ได้เข้าไปของบประมาณที่ อําเภอ  ปลัดสุรสีห์ (ไม่ทราบนามสกุล) ให้มา  10,000 บาท (สมัยนั้นถือว่ามาก)  ลุงแอ้จึงมาซื้อ ปูนซีเมนต์  กรวดหิน ดินทราย  แล้วระดมแรงชาวนาหนองแจ้งอีก ผสมปูนปิดทับคันป้านที่ติดกับ ฝั่งทั้งสองข้างและเทเชื่อมกับฝั่งด้วย  ในที่สุดก็อยู่ไม่พังอีกเลย  นับว่าลุงแอ้ได้ประสานกับอําเภอจนเอื้อประโยชน์ต่อชาวนาหนองแจ้งเป็นอเนกอนันต์  ต่อมาประมาณปี 2540  หน่วย นพค. 24  ได้มาพัฒนาและอยู่ประจําที่ตําบลคําชะอี  ได้ช่วย ยกคันป้าน (คันฝาย) ให้ใหม่ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  จึงได้คันป้านที่มั่นคงแข็งแรงมาจวบเท่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้ พอฝนมา  น้ําก็เข้านาหนองแจ้งในทันที  ได้ทำนาหัวปีก่อนเพื่อน  เป็นนาที่ทําง่ายที่สดุใน เขตอําเภอคําชะอี หนองสูง.

การอพยพของชาวภูไท

1สำหรับการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทยเข้าสู่ประเทศไทยมี 3 ระลอกด้วยกัน คือ
ระลอก ที่ 1 สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321 ถึง 2322 กองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ( รัชกาลที่ 1 ) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ ( บุญมา ) เป็นผู้นำกองทัพนำทหารสองหมื่นคนเข้าไปตีหัวเมืองลาวตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึง เวียงจันทน์ ขณะที่กองทัพไทยล้อมเวียงจันทน์อยู่นั้น หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์ก็ได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์ กองทัพฝ่ายไทยล้อมเวียงจันทน์อยู่ 4 เดือนเศษก็ตีเวียงจันทน์ได้ ( พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1, 2516 : 431 – 435 ) กองทัพไทยถือโอกาสผนวกลาวทั้งหมดรวมทั้งหลวงพระบาง ซึ่งมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์เอามาเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราช ตั้งแต่นั้นมาหลังจากเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ.2322 ฝ่ายไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีหัวเมืองทางด้านตะวันออกของหลวงพระบาง มีเมืองทันต์ ( ญวนเรียกเมืองซือหงี ) เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำหรือผู้ไทยดำ ซึ่งอยู่ริมเขตแดนญวนได้ครอบครัวลาวทรงดำเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้ลาวทรงดำเหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือน ที่เพชรบุรี ( ไพโรจน์ เพชรสั่งหาร, 2531 : 30-31 ) ในช่วงของการกวาดต้อนลาวทรงดำเมืองทันต์และเมืองม่วยนั้น ผู้ไทยขาว ส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองแถง ไม่ได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย ผู้ไทยดำหรือลาวทรงดำสองเมืองนี้นับว่าเป็นผู้ไทยระลอกแรกที่ถูกอพยพเข้ามา อยู่ในประเทศไทยนับถึงปัจจุบันก็ได้ 216 ปีแล้ว

ระลอกที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในราว พ.ศ. 2335-2338 เมืองแถงและเมืองพวนแข็งข้อต่อเวียงจันทน์กองทัพเวียงจันทน์ตีเมืองทั้งสอง ได้กวาดต้อนลาวทรงดำ ( ผู้ไทยดำ ) ลาวพวน เป็นเชลยส่งมาที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีรับคำสั่งให้ลาวทรงดำ ( ผู้ไทยดำ ) ไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรีหรือ ผู้ไทยดำระลอกแรก แต่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์เล่ม 1 กล่าวว่าในปี พ.ศ.2335 ญวนตังเกี๋ยยกกองทัพมาตีเวียงจันทน์ เกิดการรบที่เมืองพวน กองทัพญวนถูกเวียงจันทน์ตีแตกไป กองทัพเวียงจันทน์จึงกวาดเอาครอบครัวชาย – หญิงใหญ่น้อยส่งมากรุงเทพฯ สี่พันคนเศษ หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้ระบุชื่อเมืองแถง และไม่ได้ระบุชื่อเมืองพวนแข็งข้อกับเวียงจันทน์ ( เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ 2505 : 190 ) แต่การที่เวียงจันทน์กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองพวนส่งมาให้กรุงเทพฯ เป็นไปได้ว่าเมืองพวนมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจจึงกวาดต้อนพวกนี้ออกมาเสีย ก่อน เพื่อไม่ให้ญวนกวาดต้อนพวกนี้ไป ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เกิดขึ้นมามากในช่วงหลังกบฎเจ้าอนุวงศ์สมัยรัชกาล ที่ 3

ระลอกที่ 3 ซึ่งเป็นระลอกใหญ่ที่สุด คือ การอพยพชาวไทยและประชากรกลุ่มอื่นๆบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาไว้ในภาค อีสาน และบางส่วนก็ส่งมาอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย การอพยพครั้งนี้เป็นการอพยพประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ช่วง ก่อนปี 2518 ( ก่อนประเทศในกลุ่มอินโดจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ) สาเหตุสำคัญของการอพยพครั้งนี้เกิดจากรัฐบาลไทยในรัชกาลที่ 3 ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาลญวน สาเหตุที่ขัดแย้ง คือ ญวนพยายามขยายอำนาจเข้ามาในเขมรและลาว ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย ความขัดแย้งครั้งนั้นนำไปสู่สงครามอันยาวนานระหว่างไทยกับญวน โดยรบกันตั้งแต่ พ.ศ. 2376 และไปสิ้นสุดใน พ.ศ. 2390 พื้นที่การรบส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเขมร สงครามครั้งนั้นทั้งฝ่ายญวนและไทยต้องใช้ทรัพยากรไปเป็นอันมาก โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ ทางฝ่ายไทยได้เกณฑ์ราษฎรในภาคอีสานเป็นจำนวนมากไปเป็นทหารและลำเลียงเสบียง และยุทโธปกรณ์
ในส่วนที่กระทบต่อประชากรในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็คือ ทั้งฝ่ายไทยและญวนต่างก็แย่งชิงความได้เปรียบในสงคราม โดยการส่งกองทัพส่วนหนึ่งมากวาดต้อนเอาประชากรในลาวฝั่งซ้ายไปตั้งถิ่นฐานใน เขตที่ควบคุมได้ง่าย ฝ่ายญวนค่อนข้างจะได้เปรียบไทยในตอนแรกของการกวาดต้อนราษฎรในพื้นที่ลาวฝั่ง ซ้าย เพราะเหตุที่ว่าคนลาวเกลียดชังคนไทยมากในตอนปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ระหว่างปี 2369-2371 ฝ่ายไทยได้ปราบกบฏอนุวงศ์อย่างรุนแรง โดยการเผาเมืองเวียงจันทน์เสียราบ แม้แต่วัดก็ถูกเผา เหลือแต่วัดพระแก้วกับวัดศรีสะเกษเท่านั้น ต้นไม้ผลก็ถูกตัดทิ้งหมดทรัพย์สินเงินทอง อาวุธยุโธปกรณ์ของเวียงจันทน์ถูกฝ่ายไทยกวาดไปหมดพร้อมทั้งกวาดต้อนราษฎร เวียงจันทน์ไปจนเกือบจะเป็นเมืองร้าง ฝ่ายไทยจัดการกับเวียงจันทน์แบบนี้เพราะไม่ต้องการให้เวียงจันทน์ตั้งตัวได้ ไม่สามารถแข็งข้อเป็นกบฏกับไทยได้อีก ในขณะที่ฝ่ายญวนเข้าช่วยเหลือโอบอุ้มเจ้าอนุวงศ์เป็นอย่างดี ตอนที่เจ้าอนุวงศ์หนีการจับกุมของฝ่ายไทยในตอนที่เสียเวียงจันทน์ครั้งแรก เพราะเหตุนี้หัวเมืองลาวฝั่งซ้ายจึงอยู่กับฝ่ายญวนในตอนแรกมีเพียงหัวเมือง พวนเท่านั้นที่อยู่กับฝ่ายไทย แต่ในระยะต่อมาได้แสดงให้เห็นธาตุแท้ของตน ดังปรากฏในบันทึกเอกสารพื้นเวียง ซึ่งคนลาวบันทึกไว้ดังนี้
“ พระเจ้ากรุงแกวจึงให้โดยยี่ไปรักษาเมืองชุมพรไว้ แกว ( ญวน ) เกณฑ์ผู้คนมา
สร้าง ค่ายคูเมือง ปลูกตำหนักน้อยใหญ่ผู้คนทิ้งไร่- นา เพราะถูกเกณฑ์ชาวเมืองพอง ชุมพร พะลาน สะโปน ( เซโปน ) อดยากข้าวยากหมากแพง เพราะเมืองแตกผู้คนยังไม่ได้ทำนาต้องกินหัวมันแทนข้าว แกวยังข่มเหงให้ตัดไม้สร้างเมืองสร้างค่ายคู เมื่อสร้างเสร็จแล้วจัดเวรเฝ้าด่านเสียส่วยทั้งเงินทอง ควาย ช้าง ผึ้ง ผ้า เครื่องหวาย ทุกสิ่งใส่เรือส่งเมืองแกว จนชาวเมืองอดยาก ร้างไร่ ร้างนา เขาก็ค่อยพากันหนีแกวมาพึ่งลาวทีละน้อยไม่คิดจะอยู่เป็นเมืองต่อไป พวกที่หนีไม่พ้นก็เป็นเวรกรรมอยู่ที่นั้น บางพวกก็เป็นไข้ลงท้องตาย… ”
“ สำหรับพระยาน้อยเจ้าเมืองพวนที่มาเข้ากับไทยนั้น ถูกจ้องจำขื่อคาแล้วแล่เนื้อจนถึงแก่อนิจกรรม แกวก็สืบสวนหาสมบัติเจ้าเวียงจันทน์เพราะทราบว่าได้ขนสมบัติมาไว้เมืองพวน มากมาย แกวฆ่าพระยาน้อยเพื่อต้องการข้าวของ แกวเห็นแก่เงินทองมากกว่าเกรงบาป ลาวเห็นใจแกวมามากแล้วตั้งแต่โบราณ ลาวตายมอดม้วยเพราะแกวหลายครั้ง แกวไม่เคยช่วยลาวสร้างเป็นบ้านเป็นเมือง พวกแกวเป็นพวกต่างเชื้อชาติพระพุทธรูปก็ซื้อขายจ่ายกัน ศาสนาไม่มีในเมืองเขา เพราะว่าเป็นพวกภาษาสัตว์ไม่ยำเกรงพระพุทธเจ้า เขาไม่เชื่อในพระองค์…”
กล่าวโดยสรุปก็คือ ในช่วงหลังกบฎเจ้าอนุวงศ์หัวเมืองบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่ถูกฝ่ายไทยกวาด ต้อนเอามาไว้ฝั่งขวา ก็มีเมืองมหาไชย เมืองพวน เมืองเชียงขวาง เมืองชุมพร เมืองพวง เมืองพะลาน เมืองเชียงคำ เมืองเชียงแมน เมืองกาย เมืองเชียงดี เมืองคำเกิด เมืองคำมวน เมืองพร้าว เมืองหาว และเมืองวัง รวม 15 เมือง เมืองเหล่านี้มีผู้คนหลายชาติพันธุ์ มีทั้ง ผู้ไทย กะเลิง โส้ ย้อ (ญ้อ) ข่า ฯลฯ การกวาดต้อนคนเหล่านี้เกิดตั้งแต่ปี 2376 เป็นต้นมา

แหล่งที่มาของข้อมูล : การอพยพของชาวภูไท ครั้งใหญ่ 

ที่มาของชาวคำชะอี#1

เล่าขานเรื่องบ้านคําชะอี โดยณรงค์ อุปัญญ์

ก่อนเข้ามาอยู่

ตรงที่เป็นหมู่บ้านคําชะอี ก่อนหน้าที่จะกําเนิดเกิดเป็นหมู่บ้านนั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งของ บริเวณดงหนาป่าทึบอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นดงที่อุดมสมบูรณ์มากและมีเนินเขาหลายลูกที่เป็นต้น กําเนิดของลำห้วยหลายสายกระจัดกระจายอยู่ มีลำห้วยที่ใหญ่และยาวสุดที่สุดในบริเวณนี้ ต้นของ ลําห้วยสายนี้อยู่ที่ภูสีฐานอําเภอคำชะอี ไหลผ่านอําเภอหนองสูง อำเภอนิคมคําสร้อย มีลําห้วยหลายสายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกที่กล่าวแล้ว ไหลมาสมทบทําให้เป็นลําห้วยสายใหญ่ แล้วไปตกแม่น้ำโขงทีอําเภอดอนตาล ลําห้วยสายใหญ่สายนี้เรียกว่า “ห้วยบังอี่” ดงหนาป่าทึบทั้งสองฟากฝั่งลําห้วยบังอี่นี้จึงเรียกว่า “ดงบังอี่” เป็นดงที่กว้างใหญ่กินเนื้อที่อําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อําเภอนิคมคําสร้อยและอําเภอดอนตาล ทั้งหมดนี้อยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร

บรรพบุรุษเดิม

ผู้ไทยเราเคยมีประวัติเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัย “อาณาจักรน่านเจ้า” เรื่อยลงมาถึง “สิบสองเจ้าไทย” หรือ “สิบสองจุไทย” ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะกล่าวเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษ ของผู้ไทยชาวบ้านคําชะอีพอสังเขปเท่านั้น

บรรพบุรุษของชาวบ้านคําชะอี ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นชนเผ่า ผู้ไทยดํา เท่าที่ผู้รู้ค้นพบได้บันทึกไว้ว่าเดิมผู้ไทยเผ่านี้มีนิวาสถานอยู่ที่ เมืองแถน หรือ เมืองแถง (หรือ เมืองนาน้อยอ้อยหนู หรือ เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู) เมืองนี้ในปัจจุบันคือ เมืองเดียนเบียนฟู ใน ประเทศเวียดนาม ที่เรียกว่า ผู้ไทยดํา นั้น ไม่ใช่ว่าผู้ไทยเผ่านี้มีผิวสีดํา เพราะผิวผู้ไทยนั้นออกจะดําแดง ถึงขาวแดง แต่เรียกตามสีของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ผู้ไทยเผ่านี้ชอบใช้สีดํา เพราะในสมัยนั้นชนเผ่านี้ ได้รู้จักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมื่อสกัดออกมาแล้วจะได้สีเป็นสีคราม ต่อมาพืชชนิดนี้จึงเรียกว่า “ต้นคราม” กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากต้นครามนี้มีขบวนการที่ซับซ้อนพอสมควร ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาอันสูงส่งของบรรพบุรุษสมัยนั้น ที่ยังไม่รู้จักคําว่า “เทคโนโลจี” เลย เมื่อนําผ้า (ที่ผลิตด้วยมือและมีขบวนการที่ซับซ้อนเช่นกัน) มาย้อมกับสีที่สกัดได้เสร็จแล้วจะได้ผ้าสีดํา คราม ซึ่งในความรู้สึกของผู้ไทยเผ่านี้ว่าเป็นสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผ้าสีดําครามนี้มาตัดเย็บ (ด้วยมือ) เป็นเสื้อ กางเกง ผ้าถุง หรือแม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่มอื่นๆ เสื้อผ้าสีดําครามนี้จะเป็นที่นิยม ใส่เป็นประจําไม่ว่าจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร่ ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีต่างๆ

การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดํานี้ จึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้ไทยเผ่านี้ จึงได้รับขนานนามว่า “ผู้ไทยดํา” ส่วนผู้ไทยอีกเผ่าหนึ่งอยูที่ “เมืองไล” ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยู่ตอน เหนือของเมืองแถนขึ้นไปใกล้กับดินแดนจีน คงจะย้อมผ้าสีครามได้เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากอยู่ใกล้จีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุ่งขาวห่มขาว ผู้ไทยเมืองไลนี้จึงชอบนุ่งขาวห่มขาว เหมือนชาวจีน เลยได้ขนานนามว่า “ผู้ไทยขาว” อยู่มาเมืองแถนเกิดทุพภิกขภัย คือภัยจากธรรมชาติ ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวยาก หมากแพง เจ้าเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หนำซ้ำเจ้าเมืองอาจไปข่มเหงรังแกชาวเมืองก็เป็นได้ ชาวเมืองแถนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งจึงอพยพหนีลงมาอาศัยอยู่กับเจ้าอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันท์จึงให้ผู้ไทยกลุ่มนี้ไปอยู่ที่ “เมืองวัง” และต่อมาได้ขยับขยายไปเป็นอีก หลายเมือง เช่น เมืองบก เมืองผาบัง เมืองอ่างคํา เมืองพิน เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคําอ้อ เมืองเซียงฮ่ม เมืองพาน เป็นต้น (เมืองเหล่านี้อยูในแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว) บรรพบุรุษของชาวบ้านคําชะอีเป็นชาวเมืองวัง

ถูกกวาดต้อน

ประเทศลาวได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ให้กองทัพสยาม ขึ้นไปปราบได้สําเร็จและได้กวาดต้อนผู้คน รวมทั้งผู้ไทยเมืองต่างๆ เข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงด้วย ผู้ไทยที่ถูกกวาดต้อนมานี้ บางกลุ่มขออาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำโขงเพราะใกล้กับบ้านเก่า  เมืองเก่าที่เคยอยู่เดิม เช่น ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัด มุกดาหาร เป็นต้น บางกลุ่มก็ให้ไปอยู่ใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ เช่นที่อําเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ ยังมีชาวผู้ไทยอีกเป็นจํานวนมากที่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองหลบหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ป่า ซึ่งกองทัพสยามไม่สามารถกวาดต้อนลงมาได้ ครั้นบ้านเมืองสงบจึงกลับออกมาตั้งบ้านตั้งเมืองอีก  ในปัจจุบัน ชาวผู้ไทยที่อยู่ทางฝั่งลาวจึงมีอยู่มากมายหลายเมือง  ผู้ไทยเมืองวังและเมืองคําอ้อกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกกวาดต้อนมา จํานวน 1,658 คน มี “ท้าวสิงห์”  เจ้าเมืองคําอ้อเป็นผู้นํา ได้ขอเข้าไปอยู่กับ พระจันทรสุริยวงค์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารคนที่ 3 (พ.ศ. 2384 – 2405) สันนิษฐานว่า เจ้าเมืองมุกดาหารให้ผู้ไทยกลุ่มนี้ไปอยู่ที่เมืองใหม่ ปัจจุบันคือ บริเวณตั้งแต่สี่แยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนส่ง พร้อมทั้งที่ริมถนนพิทักษ์พนมเขตด้านทิศเหนือ ตั้งแต่สี่แยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโค้งเมืองใหม่ คือตรงข้ามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทางเหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท์ ตอนนั้นเป็น “ป่าไม้กุง ไม้จิก ไม้ฮัง” ได้สัมภาษณ์ นาย ประดิษฐ์ สลางสิงห์ อายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2552 ได้ยืนยันว่า มีพี่น้องชาวบ้านคําบกรุ่นปู่ (ซึ่งเป็นผู้ไทยเชื้อสายเดียวกับบ้านคําชะอี) กลุ่มหนึ่ง ได้ย้อนกลับขึ้นไปอยู่บริเวณดังกล่าวนี้เมื่อ  100 ปีกว่ามานี้ เพราะคงจะเห็นว่าเป็นที่บรรพบุรุษเคยอยู่ และขณะนั้นกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า  ไม่มีเจ้าของ เมื่อขึ้นไปอยู่แล้วก็แผ้วถางเป็นที่ทํามาหากินและจับจองเป็นของตน จนได้เป็น เจ้าของที่ดินบริเวณนี้อย่างกว้างขวาง อยู่มาความเจริญเข้ามาถึงก็ได้แบ่งขายให้นักธุรกิจไปเสียเป็น ส่วนมาก โดยเฉพาะที่ติดกับถนนใหญ่ ในปัจจุบันนี้ พี่น้องของนายประดิษฐ์รุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังอยู่ที่นี่ และไปมาหาสู่กันเป็นประจํา และมีนามสกุล “สลางสิงห์” ยกเว้นผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้ว ส่วนภาษาพูดนั้นเป็นลาวไปแล้ว เพราะถูกลาวกลืน

หาที่อยู่ใหม่

อยู่กับเจ้าเมืองมุกดาหารชั่วระยะหนึ่งก็ขออนุญาตจากเจ้าเมืองมุกดาหารออกสํารวจหาทำเลที่จะตั้งหลักแหล่งแห่งใหม่ เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงให้คณะออกสํารวจเรื่อยมาทางทิศตะวันตกของเมืองมุกดาหาร โดยให้ท้าวสิงห์ เจ้าเมืองคำอ้อเป็นผู้นำ (เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้ตั้ง หนองสูงเป็น “เมืองหนองสูง” ท้าวสิงห์เจ้าเมืองคําอ้อผู้นำก็ได้รับโปรดเกล้าให้เป็น “พระไกรสรราช” เจ้าเมืองหนองสูงคนแรก) ตอนแรกได้มาพักอยู่ที่แห่งหนึ่ง (อยู่ระหว่างบ้านตากแดดและบ้านหนองเอี่ยนทุง) แต่เห็นว่าบริเวณดังกล่าว “เป็นโคก เป็นแหล เป็นแฮ้ เป็นทราย เอ็ดโสนมิพอได้ เอ็ดไฮ้มิพอกิน” (เป็นโคก เป็นแหล เป็นแห่(ลูกรัง) เป็นทราย ทําสวนไม่พอได้ ทําไร่ไม่พอกิน) ผู้ไทยไม่ชอบอยู่ บริเวณที่ผู้ไทยชอบอยู่คือใกล้ภูเขา (มองเห็นภูเขาแล้วรู้สึกสบายใจ) ใกล้สายน้ำลําห้วย “ขึ้นบนภูให้ได้กินกระรอก กระแต ลงในน้ำให้ได้กินปลากั๊งปูหน” จึงได้สํารวจต่อเรื่อยลงมาทางทิศใต้เข้าสู่ดงบังอี่ซึ่งเป็นดงหนาป่าทึบ จนมาเห็นบริเวณแห่งหนึงมีสายน้ำเล็กๆ และบริเวณ รอบๆ ก็อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นเหมาะแก่การเพาะปลูก ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจที่จะพักอยู่ที่นี่เพื่อ  สํารวจที่ทางต่อไป ส่วนชาวเมืองคําอ้อนั้นได้เดินสํารวจต่อลงไปทางทิศใต้จนได้ที่เหมาะสมแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากลงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงพักและจับจองไว้เพื่อที่จะตั้งเป็นหลักแหล่ง ซึ่งใน ปัจจุบันนี้คือ บ้านหนองสูง

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

สาเหตุที่ตั้งชื่อของหมู่บ้านว่า “คําชะอี” นั้นได้มีผู้เล่าให้ฟัง ซึ่งมีหลายความเห็น  ดังต่อไปนี้

  1. สายน้ำตรงที่ชาวเมืองวังพักอยู่ตอนแรกนี้เ ป็นสายน้ำซับ ซึ่งผูไทยเรียกว่า “น้ำคํา” มีน้ำใสเย็นไหลตลอดปี ในป่าบริเวณรอบๆ มีจั๊กจั่นชนิดหนึงจํานวนเรือนหมื่นอาศัยอยู่ เสียงมันร้องที่หูผู้ไทยได้ยินเป็นเสียง “อี ๆ ๆ ๆ…” ลากเสียงยาวต่อกัน ผู้ไทยจึงเรียกว่า “จักจั่นแมงอี” ตามเสียง ร้องของมัน ตอนกลางวันมันจะพากันบินลงกินน้ำที่สายน้ำคำนี้ทุกวันจนสิ้นอายุขัยของมัน จึงเรียกสายน้ำแห่งนี้ว่า “สายคำแมงอี” อยู่มาก็เพี้ยนเป็น “คำสระอี” แล้วก็เพียนอีกเป็น “คำชะอี” ชื่อของหมู่บ้านจึงเป็น “บ้านคำแมงอี” แล้วเปลี่ยนเป็น “บ้านคำสระอี” สุดท้ายกลายมาเป็น “บ้านคำชะอี” จนถึงปัจจุบัน
  2. “คำชะอี” เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ทั่วไปในดงนี้ ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอม เปลือกและแกนลําต้นก็หอมเหมือนดอก ชาวบ้านมักนิยมนํามาอบเสื้อผ้าทําให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมด้วย จึงได้เอานามของต้นไม้นี้มาเป็นชื่อของหมู่บ้าน ต้นไม้ชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปนานแล้ว
  3. ตอนผู้เขียนเป็นเด็ก คุณแม่เคยเล่าให้ฟัง และเมื่อโตขึ้นมาก็มีคุณลุงฮัน (นายโจม คนซื่อ คุณพ่อของนายสันดร คนซื่อ) ได้เล่าให้ฟังอีกมีเนื้อความต้องกันว่า ตอนแรกนั้นหมู่บ้านนี้มี ชื่อว่า “บ้านดงหมากบ้า ป่าเครือเขือง” เพราะรอบๆหมู่บ้านนั้นเป็นป่ารกมีเครือเถาสะบ้า และเครือเถาเขืองมากมาย วันหนึ่งผู้ชายชื่อว่า “ตาคํา” ได้สะพายข้องเดินเข้าป่า อาจจะหาของป่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เถาสะบ้าก็เกาะเกี่ยวเอาข้องที่สะพายนั้น แกต้องหยุดปลดออก อีกไม่นานก็ไปติดเถาเขือง ต้องหยุดปลดอีก ทําให้การเดินป่าเป็นไปอย่างลําบากทุลักทุเล เพราะเถาสะบ้าและเถาเขือง เหตุการณ์ที่ถูกเถาสะบ้าและเถาเขืองมาเกี่ยวติดข้องบ่อยเข้าๆ แกก็โมโหจนเหลืออด ก็เลย “ป้อย”  (สาป) ให้เสือมาคาบเอาข้องไปกิน อยู่มาตาคําได้วางข้องไว้ ตัวเองไปธุระ (คิดว่าอาจจะไปถ่ายทุกข์) จึงได้วางข้องไว้ พอกลับมาหาข้องปรากฏว่าข้องได้หายไปแล้ว เห็นแต่รอยเท้าเสือตรงที่วาง ข้องไว้นั้น ก็เลยแปลกใจว่าทําไมเพียงแค่คําป้อยนี้เ สือก็คาบเอาไปจริงๆ แกก็เลยครวญกับตัวเอง ด้วยความแปลกใจว่า “อี๋ เนาะ เพิ้งเด้เนาะ อี๋ อี๋ ๆ ๆ ๆ ๆ” (เอ้ เป็นจริงแท้นะ เอ้ เอ ๆ ๆ ๆ) อยู่มาคน ก็เรียกดงนั้นว่า “ดงตาคําอี” จึงได้เอาชื่อดงนี้มาเป็นชื่อหมู่บ้าน “คําชะอี” สามความเห็นนี้ขอฝากท่านผู้อ่านพิจารณา นอกจากนี้ยังมีผู้เชื่อว่า ชื่อบ้านคําชะอี เอามาจากชื่อ บ้านคําสะอี ที่เมืองพินประเทศลาว  และเชื่อว่าผู้ไทยบ้านคําชะอีเคยอยู่ที่นั่น เมื่อถูกกวาดต้อนอพยพมาจึงเอานามบ้านเดิมมาตั้งชื่อบ้าน ใหม่แห่งนี้ เรื่องนี้ ผู้เขียนได้ไปถึงบ้านคําสะอี ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ได้ สัมภาษณ์ผู้เฒ่าสามคน คือลุงเซียงสา อินทิลาด (สะกดตามภาษาลาว) อายุ 70 ปี ลุงสะหว่าง ไซยะจัก อายุ 73 ปี และป้ามอน ไซยะจัก เมียลุงสะหว่าง อายุ 72 ปี ได้ความว่า บรรพบุรุษมาจาก บ้านห้วยสาน บ้านเฟือง เมืองเซโปน อพยพมาอยูกับชาวบ้านนาแซง (ซึ่งติดกับบ้านคําสะอี) และ ได้มาตั้งบ้านคําสะอีขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1933 (ตรงกับ พ.ศ. 2476) อายุบ้าน 76 ปี แต่บ้านคําชะอีเรา อายุ ประมาณ 160 กว่าปี เป็นอันเชื่อได้ว่า ชื่อ “บ้านคําชะอี” ไม่ได้เอาชื่อมาจาก “บ้านคําสะอี”  เมืองพิน ประเทศลาวแน่นอน และภาษาพูดของชาวบ้านคําสะอีเป็นภาษาผู้ไทยอยู่ แต่สําเนียงไม่เหมือนผู้ไทยบ้านคําชะอี ขณะที่สัมภาษณ์ ผู้เฒ่าทั้งสามยังได้ทกผู้เขียนว่า “ฟังเสงเจ้าแล้ว คือเสง ไทเมิงวัง” (ฟังเสียงสําเนียงพูดเจ้าแล้ว เหมือนเสียงชาวเมืองวัง)

ที่พักตอนแรก

บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ “ดานตึง” อยู่ที่ริมสายน้ำคําด้านตะวันออกนั้น (ตั้งแต่หน้าเมรุออกมาจนถึงถนนใหญ่และข้ามฟากไปทางทิศตะวันออก) เป็นลานหินเรียบสลับกับที่โล่ง เมื่อ เดินย่ำลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง “ตึง ๆ” ทุกครั้งที่เท้าย่ำลง เป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรพบุรุษเชื่อว่ามี  โพรงหรือถ้ำอยู่ใต้ลานหิน เมื่อย่ำเท้าลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงก้องดังตึงๆ ดังกล่าวแล้ว จึงได้ขนานนามบริเวณนี้ว่า “ดานตึง” มาจนถึงปัจจุบัน

แต่ในปัจจุบันนีเสียงก้องดังตึงๆ ไม่ได้ยินแล้วเพราะมีการเอาดินมาถมให้สูงขึ้นเพื่อปรับบริเวณแห่งนี้ให้เหมาะแก่การใช้สอย เช่น ทําเป็นที่สร้างเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เป็นต้น

ผู้นํา

จากหนังสือ “เมืองมุกดาหาร” ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ “เล่าเรื่องเมืองหนองสูง” ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ไทยเมืองวังระดับผู้นําที่อพยพมาพร้อมกับ  ท้าวสิงห์เจ้าเมืองคําอ้อในครั้งนั้น มี ท้าวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (น่าจะเป็นต้นสกุล “สุวรรณ ไตรย์” ) พระศรีวังคะฮาต (น่าจะเป็นต้นสกุล “วังคะฮาต”) ท้าวอุปคุต (จะเป็นต้นสกุลใดไม่ ทราบ) พร้อมทั้งญาติพี่นอง ลูกน้อง และบริวารอีกที่ไม่ปรากฏชื่อ เชื่อว่ามาเป็นคณะมีมากกว่า 20 คน และต้องมีอาวุธครบมือ จะมาน้อยคนไม่ได้เพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยังเป็นดงหนาป่าทึบ ดงช้างป่า เสือ ภัยอันตรายมีอยู่รอบด้าน

สํารวจพื้นที่

พอได้พักและสร้างเพิงที่พักเป็นที่เก็บ “ข้าวไถ้ ข้าวถง กระบอกพริก ปลาแดก เกลือ เครื่องนอน” ต่างๆ แล้ว ชาวเมืองวังกลุ่มนี้ก็พากันแบ่งเป็นคณะแยกทางออกสํารวจป่ารอบๆดานตึงนั้น ทุกทิศทางจากระยะใกล้แล้วก็ไกลออกไปเรื่อยๆ ใครชอบตรงใดที่เป็นที่ราบเหมาะที่จะเป็นนาก็หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีน้อย ที่ดนที่เป็นดงหนาป่ามีมากมายและไม่มีการ หวงห้ามแต่อย่างใด แต่ละคนก็ได้ที่ดินที่ตัวเองสํารวจและจับจองกันอย่างกว้างขวาง บางคนเอา ทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต้ (นาขี้หมู นาหนองแจ้ง) บางคนก็เอาทางทิศ ตะวันตก เป็นต้น และเมื่อพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแล้วเห็นว่าเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหล่ง ที่นี่ กล่าวคือ มีที่ราบกว้างขวางอยู่ท่ามกลางภูหลายลูกอ้อมถึงสามด้าน ทางทิศตะวันออกมีภู (ต่อมาเรียกภูนาหลวง) ทอดยาวต่อลงไปทางทิศใต้ถึงภูผากูด (ตอนนั้นยังไม่ตั้งชื่อ) ไกลลงไปทางด้านทิศใต้ ถึงบริเวณที่ท้าวสิงห์และชาวเมืองคําอ้อสํารวจ (เชื่อว่าผู้ไทยพี่น้องสองเมืองนี้ต้องติดต่อกันตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจ้อก้อ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบ้านแก้งช้างเนียม) ส่วนสายน้ำลำห้วยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายห้วยยาวสองสาย (ห้วยคันแทใหญ่ และห้วยคันแทน้อย) ใกล้ๆ ที่จะตั้งเป็นบ้านก็มีสายห้วยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เป็นสายห้วยที่ต่อจากสายคําแมงอีลงไปตกห้วยคันแทใหญ่ (ปัจจุบันคือห้วยสายนา) ทางตะวันตกก็มอีกสายหนึ่งไหลตกห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน (ปัจจุบันคือห้วยน้อยซึ่งอยู่ติดหมู่บ้านทางทิศตะวันตก) สรุปแล้วก็คือ “ขึ้นภูก็ได้กินกระรอก กระแต ลงน้ำก็ได้กินปลากั้งปูหน” จึงตกลงใจแน่นอนว่าจะพากัน  ตั้งหลักปักฐานกันที่นี่ ประกอบกับที่ได้ประสานไปยังพี่น้องเมืองคําอ้อก็ทราบว่าจะตั้งหลักแหล่งที่นั่นเหมือนกัน (บ้านหนองสูง) เห็นว่าดีแล้วพี่น้องสองเมืองที่เคยฝ่าทุกข์ฝ่ายากมาด้วยกันจะได้อยู่ ใกล้กัน จะได้ไปมาหาสู่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ต่อมาก็เป็นจริงตามนั้น)

เริ่มลงมือ

เมื่อหักล้างถางพงลงเป็นสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหล่งที่นี่แล้ว ก็เข้าไปแจ้งเจ้าเมืองทราบ และอพยพครอบครัวตามมาแล้วเข้าไปอยู่ประจําที่สวนของตน “เครื่องปลูก ของฝัง” จากการทํา สวนตอนแรกก็จะปลูก “ข้าวไร่” เป็นหลัก ที่รองลงมาก็มีฝ้าย คราม ฟักทอง แตงชนิดต่างๆ พริก เป็นต้น คือคิดดูว่าสิ่งจําเป็นต่อชีวิตในรอบปีนั้นมีอะไร ก็ทําการหาสะสมเพื่อแก่การที่จะตั้งเป็น หลักแหล่งยาวนานต่อไป ส่วนปู ปลา ตามลําห้วยต่างๆ มีมากมาย “เป็นชั้น เป็นหลืบ” สัตว์ป่า ทั้ง เล็กและใหญ่ธรรมชาติสรรสร้างไว้ให้อย่างเหลือเฟือ พอปีที่ 2 – 3 – 4 ตอไม้เล็ก ตอไม้ใหญ่ บางส่วนก็เริ่มผุพัง จึงได้เริ่มที่จะปรับเป็นนาและขยายให้เป็นนาออกไปเรื่อยๆ

 ประชากรเพิ่มเริ่มเป็นชุมชน

ส่วนพี่น้องที่อยู่เมืองวังที่หนีหลบเร้นไปอยู่ตามป่าเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบ้านเมืองสงบ แล้วก็ได้กลับเข้ามาอยู่เมืองวังอีก และได้สืบทราบว่า พี่นองที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเมือคราวสงครามนั้น กลุ่มหนึ่งอยู่ที่บ้านคําชะอี เมืองมุกดาหาร ด้วยความรัก คิดถึงและห่วงใยต่อญาติพี่น้อง จึงได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน (สมัยนั้นไปง่ายมาง่ายเพราะลาวยังเป็นของไทย อยู่จะยากแต่ต้องนั่งเรือพายข้ามแม่น้ำโขงและต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นเวลาหลายคืนเพราะจาก บ้านคําชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ได้เห็นสภาพพื้นที่เป็นที่ราบกว้างขวาง ดินดี และอุดมสมบูรณ์ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพี่น้องได้หลายคนอพยพตามมาอยู่ด้วย และหลายปีต่อมา ลูกหลานได้เกิดมาจํานวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเป็นบ้านเล็กๆ เป็นชุมชนย่อมๆ กระจาย กันอยู่ เช่น

บ้านคําสระอี เอาชื่อตามสายคําแมงอี ต่อมาก็เป็น บ้านคําชะอี เป็นบ้านที่ใหญ่กว่าเพื่อนปัจจุบันก็คือหมู่ที่ 4 และ 14

บ้านโพนแดง บ้านนี้อยู่ติดกับห้วยคันแทใหญ่ตรงที่เป็นห้วยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอกนี้เป็นวังน้ำลึก น้ำใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสัตว์ประหลาดสีเทาค่อนข้างดําโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ตรงลําคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผู้ไทยเรียกว่า “คอก่าน” วังนี้จึงได้ชื่อว่า “วังคอก่าน” ใต้วังคอก่านลงไปเป็นแก้งหิน (แก่งหิน) จึงทําให้วังคอก่านเป็นวังน้ำลึก “น้ำเจิ่งนอง” อยู่ตลอดปี แก้งหิน ตรงนี้จึงเรียกว่า “แก้งวังนอง”บ้านโพนแดงตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแก้งวังนอง (การเรียกฝั่งของห้วย หรือฝั่งแม่น้ำว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งซ้าย ฝั่งไหนเป็นฝั่งขวานั้น มีข้อตกลงเป็นสากลว่า ให้หันหน้าไปตามทางน้ำไหล ฝั่งที่อยู่ทางขวามือเรียกว่าฝั่งขวา ฝั่งที่อยู่ทางซ้ายมือเรียกว่าฝั่งซ้าย) มีเนื้อที่ประมาณตั้งแต่ที่ดินคุณอินทา วังคะฮาต ที่ดินของคุณครูบุญเพ็ง สุวรรณไตรย์ แผ่ขึ้นทางทิศเหนือรวมเอา ที่เป็น “สํานักสงฆ์แก้งวังนอง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วัดแก้งวังนอง” ด้วย

บ้านฟากห้วย อยู่ฝั่งขวาของห้วยคันแทใหญ่เหนือบ้านโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตร ตามลําห้วย บ้านนี้อยู่ตรงข้ามกับโรงสีใหญ่เจริญทรัพย์

บ้านตาดโตน อยู่ฝั่งขวาของห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน แต่อยู่เหนือบ้านฟากห้วยขึ้นไป ประมาณ 800 เมตร ตามลําห้วย บ้านตาดโตนนี้จะใหญ่เป็นที่สองรองจากบ้านคําชะอี เพราะมีวัด วา อาราม

บ้านหนองไหล อยู่ติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยู่ทางตะวันตกของนาหนองแจ้ง ไหลลงสู่ห้วยคันแทน้อย บ้านหนองไหลในปัจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคล้าย วังคะฮาต (พ่อตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณข้างเคียง

อยู่มา บ้านโพนแดง บ้านฟากห้วย บ้านตาดโตน บ้านหนองไหล ก็ร้างเพราะอพยพเข้ามา อยู่บ้านใหญ่ คือบ้านคําชะอี เพราะที่เคยอยู่เดิมนั้นเห็นว่ามันเหมาะที่จะเป็นนามากว่า และก็มี หลายครอบครัวอพยพไปอยู่ถิ่นอื่น จังหวัดอื่น ชุมชนขยาย บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ พ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร

ข้อมูลจาก เล่าขานเรื่องบ้านคำชะอี โดยณรงค์ อุปัญญ์

ที่มาของชาวคำชะอี#2

ชุมชนขยาย

บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ พ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหารหลังจากที่บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเมื่อปีพ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร มีกำนันปกครองเรื่อยมาดังนี้:-

  1. เจ้าพรหมรินทร์ (นายต้อน สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2450 – 2452
  2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต) พ.ศ. 2452 – 2462
  3. ขุนคําชะอีบํารุง (นายเนียม สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2462 – 2467
  4. ขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) พ.ศ. 2467 – 2482
  5. นายฟอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2482 – 2487
  6. นายคล้อย วังคะฮาต พ.ศ. 2487 – 2503
  7. นายตรอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2503 – 2514
  8. นายจําลอง (เหลิน) อุปัญญ์ พ.ศ. 2514 – 2524
  9. นายแถม แสนโสม พ.ศ. 2524 – 2540
  10. นายเหมย สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2540 – 2543
  11. นายสกล คนซื่อ พ.ศ. 2543 – 2546
  12. นายทองปาน หาญจริง พ.ศ. 2546 – 2549
  13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2549 – ปัจจุบัน

จากลําดับที่ 1 – 9 สืบค้นโดย อาจารย์นําชัย อุปัญญ์ จะเห็นว่ากํานันแต่ละคนนั้นเป็นคนบ้านคําชะอี ยกเว้นเมื่อสิ้นวาระของกํานันคนที่ 10 (นายสกล คนซื่อ) ชาวบ้านคําชะอีมีความแตกแยกด้านความคิด เมื่อเลือกกํานันคนที่ 11 จึงได้คนบ้านหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมื่อสิ้นวาระแล้วจึงเลือกกํานันคนที่ 12 ได้คนบ้านคําชะอีอีกครั้งหนึ่ง

ยกฐานะ

สมัย นายฟอง อุปัญญ์ เป็นกํานันตําบลคําชะอีนั้นได้ทําเรื่องขอยกฐานะตําบลคําชะอี ขึ้นเป็นกิ่งอําเภอคําชะอี และได้รบการยกฐานะเป็น “กิ่งอําเภอคําชะอี” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2484 ปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่ง (สมัยนั้นไม่ทราบว่าเรียกตําแหน่งว่าอย่างไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ  วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอ้วน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย์. 4 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์) ที่ทําการกิ่งอยู่ตรงตลาด อบ.ต. ตรงข้ามกับโรงเรียนคําชะอีพิทยาคมในปัจจุบัน สถานีตํารวจอยู่บริเวณ ข้างบ้านอาจารย์บุษบา อุปัญญ์ ด้านทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน ปัจจุบัน และก่อนหน้าที่จะตั้งสถานีตํารวจนั้น บริเวณนี้เคยเป็นวัดป่ามาก่อน มีต้นโพใหญ่อยู่ 3 ต้น อยู่ข้างบ้านอาจารย์พิน สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น อยู่ฟากทางด้านทิศตะวันออกข้างสวนอาจารย์เพียร สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น ใกล้ต้นโพต้นนี้กํานันฟองได้ขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อรูปทรงกระบอก ให้น้ำที่ใสเย็น รสดี ผนังบ่อก่ออิฐอย่างแน่นหนาเพื่อป้องผนังบ่อพัง ขอบบ่อสูงประมาณหนึ่งเมตรก่ออิฐโบกปูน อย่างดีและแน่นหนา นับเป็นบ่อน้ำที่ดีที่สุดในหมู่บ้านคําชะอี ชาวบ้านทั่วไปเรียกบ่อน้ำแห่งนี้ว่า  “น้ำสร้างหลวง” แต่เดียวนี้ถูกถมไปแล้วไม่เหลือร่องรอยอีกเลย ต้นโพอีกต้นหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ  ข้างบ้านคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามต้นแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นที่ร่มครึ้ม อยู่มาวัดป่าแห่งนี้ได้ย้ายมาอยู่ แห่งใหม่เป็นวัดโพธิ์ศรีแก้ว บริเวณนี้ก็เลยเป็นวัดร้าง (ตอนผู้เขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนี้มาก)

เดี๋ยวนี้ต้นโพทั้งสามต้นได้แก่ตายและถูกโค่นลงแล้วเมื่อประมาณ 30 กว่าปีมานี่เอง คุกที่ขังนักโทษนั้นอยู่แถวบ้านนางเพียน วังคะฮาต (คุณแม่ของคุณครูสุรพล วังคะฮาต)

วางผังหมู่บ้าน

ครั้นเมื่อตําบลคําชะอีได้ตั้งเป็นกิ่งอําเภอแล้วก็ได้จดผังหมู่บ้านปรับถนน ตัดซอยไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน ในปัจจุบันบ้านคําชะอีจึงเป็นบ้านที่มีแผนผังของหมู่บ้านเป็นสัดเป็นส่วนเรียบร้อย กว่าหมู่บ้านอื่นๆ

ตามแผนผังของหมู่บ้าน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธ์ของอาจารย์นําชัย อุปัญญ์ ได้สืบค้นได้ว่า ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์ ) นายอําเภอมุกดาหาร ได้ออกมา วางแผนเมืองร่วมกันกับชาวบ้าน โดยได้ตัดถนนหนทางบ้านคําชะอีจากบ้านเหนือและใต้ และได้ให้  ชื่อถนน ดังนี้ :-
1. ถนนคําชะอี ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ขุนคําชะอีบํารุง { (นายนารี วังคะฮาต ) (อันนี้น่าจะผิด เพราะขุนคําชะอีบํารุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย์ กํานันคนที่ 3 พ.ศ. 2462 – 2467 ส่วนนายนารี คือขุนนิคมคําชะอี โปรดดูรายชื่อ กํานัน : ณรงค์) }
2. ถนนศรีมงคล ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ พระมหามงคล พระนักพัฒนาท้องถิ่นในสมัยนั้น
3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผ่นดินปัจจุบัน สายมุกดาหาร – กาฬสินธุ์) (เชื่อว่าตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ พระชลประทาน หรือ “เจ้าพระชล” : ณรงค์)
4. ซอยบริหารบํารุง เป็นชื่อของ หลวงบริหารชนบท
5. ซอยผดุงนิคม ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ์แก่ กํานันขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต)
6. ซอยอุดมราษฎร์ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ ราษฎรที่ช่วยกันพัฒนา
7. ซอยสะอาดนิรันดร์ (ไม่ทราบที่มา)
8. ซอยคําจันทร์ดําริ เป็นชื่อของครูใหญ่สมัยนั้น (นายวิชัย คําจันทร์ เดิมชื่อ นายทองคํา คําจันทร์) อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านคําชะอี
9. ซอยสีหไตรย์ เป็นนามสกุลของหลวงบริหารชนบท หลวงบริหารชนบทเดิมชื่อ ส่าน สีหไตรย์ ดํารงตําแหน่งนายอําเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหว่าง พ.ศ. 2476 – 2482 แล้วย้ายไปดํารงตําแหน่งข้าหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม ( เมือง มุกดาหาร : สุรจิตต์ จันทรสาขา หน้า 88)
10. ซอยวิไลวรรณ (เป็นชื่อของผู้ใหญ่บ้าน) (ไม่ปรากฏเห็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ใดที่มีชื่อนี้ ให้ดูการแยกหมู่บ้าน : ณรงค์ )
11. ซอยอุปัญญ์ประดิษฐ์ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่นายฟอง อุปัญญ์ อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านคําชะอี ในบริเวณกิ่งอําเภอคําชะอีเก่า ปัจจุบันทางไปบ้านนาปุ่ง และแถวๆ ป่าช้าดานตึง  (ปัจจุบันไม่มีแล้ว : ณรงค์) (ปริญญานิพนธ์ บทบาทของพ่อล่ามชาวผู้ไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร : นําชัย อุปัญญ์ 2538 หน้า 60 – 61)  พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คําชะอี มีความประสงค์อยากจะติดป้ายชื่อถนน-ซอย ต่างๆ เพื่อให้ เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน โดยกําหนดให้ถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เป็นเส้นแบ่งเขต ฟากถนนทาง ทิศตะวันออกให้เป็นซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเว้นหมายเลข 2) ส่วนฟากถนนทางทิศ ตะวันตกให้เป็นซอยหมายเลขตั้งแต่ 12 – 18 โดยให้นายณรงค์ อุปัญญ์ (ผู้เขียน) คิดตั้งชื่อซอยให้  โดยให้มีชื่อคล้องจองกัน ดังนี้ :-
12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเป็นซอยเข้าสํานักสงฆ์แก้งวังนอง วัดหรือสํานักสงฆ์ถือเป็น หนทางสู่ความสงบ สู่ทางสวรรค์วิมาน จึงเอาคําว่า “วิมาน” มาต่อท้ายคําว่า “วังนอง” โดยแผลง “วิ” ให้เป็น “พิ” ตามหลักภาษาไทย จึงให้ชื่อเป็นซอย “วังนองพิมาน” 13. ซอยประสานนฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจ้งและผู้ที่เห็นประโยชน์ได้ร่วมกัน ประสานดําเนินการสร้างซอยนี้ขึ้น โดยมี กํานันแถม แสนโสม นายลําทอง วังคะฮาต และอีกหลายคนเป็นผู้นํา แล้วพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเป็นค่าเครื่องจักรใน การก่อสร้าง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ ) นายณรงค์ อุปัญญ์ เป็นผู้ดําเนินการด้านเอกสารหนังสือ  ยินยอมบริจาคที่ดิน และอีกหลายคนร่วมกันประสานงานจนแทบจะกล่าวได้ว่าทั้งหมู่บ้านเลย  ซอยนี้จึงได้มีขึ้นมา
14. ซอยกิจจําเริญ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่นายลําทอง วังคะฮาต (หรือ “ลุงจําเริญ” เพราะ ท่านมีลูกคนแรกชื่อ นายจําเริญ เจ้าของโรงสี “เจริญทรัพย์” ในปัจจุบัน ) ท่านเป็นนักธุรกิจมีหน้า มีตา เป็นที่เคารพนับถือแก่บุคคลในซอยและบุคคลทั่วไป
15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ นายโจม วังคะฮาต (หรือ “ตาเจียง” เพราะ ท่านมีลูกคนแรกชื่อ นางเจียง) ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในหลายด้าน เป็นช่างตีเหล็ก ช่างทําหลาปั่นฝ้าย ช่างไม้ พูดง่ายๆ คือสารพัดช่าง เป็นหม้อน้ำมันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ำดําเขียว  ลูกหลานชาวบ้านตกต้นไม้ควายชน หรืออุบัติเหตุใดๆ ได้รับบาดเจ็บ ก็มาหาท่านช่วยเยียวยา ค่ารักษา  แล้วแต่จะให้ ไม่เคยเรียกร้อง นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ในด้านศิลปะการบันเทิง ท่าน เป็นผู้นําในการฟ้อน “ละครกลองตุ้ม” และมีฝีมือในการดีด สี ตี เป่า ได้ไพเราะมาก
16. ซอยเกาะสวรรค์ เป็นซอยที่ไปสุดที่ห้วยน้อย ที่ห้วยน้อยมีเกาะอยู่กลางห้วย ชาวบ้าน ให้ชื่อว่า “เกาะสวรรค์” (ในปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2552 ได้สร้างสะพานข้ามห้วยน้อยและข้ามไปยังเกาะ สวรรค์แล้ว มีลักษณะเป็นสะพานสามแยก โดย ท่าน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค์ เป็นผู้ดึงงบประมาณแผ่นดินมาให้)
17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ ว่า “ซอยดอกบัว” เพราะซอยนี้ไปสิ้นสุดที่ห้วยน้อย ในห้วยน้อยมีดอกบัวขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเป็นนามซอย
18. ซอยดวงฤดี ตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อให้คําแรกคือ “ดวง” ไปสัมผัสกับคําว่า “หลวง” ในซอยพันดอกบัวหลวง และคําท้ายคือ “ดี” ให้ไปสัมผัสกับคําว่า “ศรี” ในถนนศรีมงคล