การป้านห้วยน้อย

%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2ห้วยน้อย เป็นสายห้วยเล็กๆ จึงเรียกว่า “ห้วยน้อย” บางตอนกว้างแค่วาเดียว แต่ลึกมาก เป็นสายห้วยที่ไม่ยาวนัก อยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศตะวันตก ไหลตกห้วยคันแทใหญ่ ผู้ที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย์ (น้องของพ่อตาของคุณสันดร คนซื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บ้านห้วยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกว่า “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลูกคนโต ชื่อสงคราม นายสงครามนี้เกิดปีสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงให้ชื่อว่า “สงคราม” นายบัง ได้มาตั้งศาลาที่ริมห้วยน้อยนี้ทําเป็นโรงฆ่าสัตว์ ก็เลยวานพี่น้องขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การถมดินให้เป็นคันกันน้ำนี้ท้องถิ่นอีสานเรียกว่า “ป้าน” ต่อไปจะใช้คํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ำไว้สําหรับล้างเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส้ พุง ของสัตว์ที่ชําแหละ พอหน้าน้ำหลากก็พัง พังแล้วก็ป้านอีก หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน (หมู่ที่ 1) นายไหลมีที่นาอยู่ที่นาขี้หมู เห็นประโยชน์จากน้ำห้วยน้อย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพ่อของกำนันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เข้าสู่นาขี้หมูโดยจะช่วยป้านห้วยน้อยให้เป็นคัน ป้านที่แน่นหนา นายบังเป็นคนใจกว้างมองการณ์ไกลและเห็นประโยชน์ร่วมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่น้องชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 7 – 8 คน) มาขุดเหมืองให้น้ำเข้านา พร้อมกับไหว้วานพี่น้องระดมกําลังมาป้านห้วยน้อยจนเป็นคันป้านที่ใหญ่และแน่นหนา ประกอบกับช่วงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยู่ที่บ้านคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เป็นหัวหน้ากิ่ง ได้ลงมาควบคุมดูแลการป้านด้วย ทําให้การดําเนินการเป็นอย่างดี (สิน สุวรรณไตรย์. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์ ) ป้านห้วยน้อย ตรงนี้ต่อมาเรียกว่า “ป้านหลวง” ก็เลยมีฝายห้วยน้อยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มีปัญหา เพราะทําด้วยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําให้คลองพังอยู่บ่อยๆ จะเข้าหน้านาแต่ละปี ต้องซ่อมคันคลองเสียก่อน มีเรื่องเล่าขานว่า ปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำหลากมามากจนเหมืองห้วยน้อย พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ได้ไปยืนดูตรงใกล้ที่มันพัง ขณะที่ดูเพลินอยู่นั้นดินที่ตรงที่ลุงเจียงยืนอยู่ เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไม่ทันระวังตกก็ตกลงไปน้ำท่วมหัวลิบ และถูกน้ำพัดไปไกล โผล่ ขึ้นมาก็ว่ายเข้าฝั่งเพราะเป็นคนแข็งแรงและว่ายน้ำเก่ง คนจึงลือเล่าขานว่า “ลุงเจียงตกห้วยน้อย” (ต้องขอโทษลูกหลานของท่านด้วยที่เก็บเรื่องนี้มาเล่า มิได้มีเจตนาจะลบหลู่แต่ประการใด แต่เป็น เรื่องที่ระทึกขวัญทีเกิดขึ้นในบ้านเรา ) อยู่มาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้ ทางกรมชลประทานได้มาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ระบายน้ำตามหลักวิชาการ จึงได้ฝายอย่างถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นับว่านายบัง สุวรรณไตรย์ นายไหล สุวรรณไตรย์ ตลอดทั้งญาติพี่น้องรุ่นนั้น ได้เอื้อประโยชน์ต่อท้องถิ่นบ้านคําชะอีอย่างมากมาย ทั้งได้น้ำเข้านา เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ตาน้ำใต้ดินก็ตื้นสะดวกแก่การขุดบ่อน้ำ (น้ำสร้าง) ได้น้ำ รดพืชผักสวนครัว และเป็นที่จัดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ำ) วังคะฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย์ นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จ้อ) สุวรรณไตรย์. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์)

สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้ผันเงินออกสู่ชนบท  บ้านคําชะอีได้ เงินผันก้อนนี้มารื้อไม้สะพานห้วยคันแทใหญ่แล้วเอามาสร้างเป็นสะพานข้ามห้วยน้อย เรียกกันติด ปากว่า “สะพานคึกฤทธิ์”    สะพานคึกฤทธิ์ถูกใช้มานานปี จนผุพัง ชำรุด  ในปี พ.ศ. 2552 ได้งบประมาณจากกรม ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา  บุตรดีวงค์  เป็นผู้ประสานของบส่วนนี้มาให้จํานวน  2 ล้านบาท เพื่อสร้างสะพานข้ามห้วยน้อยแทนสะพานคึกฤทธิ์  เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแน่นหนา  เป็นสะพาน 3 แยก  คือสร้างแยกเข้าเกาะสวรรค์ด้วย.

ป้านแก้งม่วงไข่

แก้งม่วงไข่ เป็นแก้งที่อยู่ในลําห้วยคันแทใหญ่ฟากห้วยน้อยออกไปทางทิศตะวันตก (บ้าน ตาดโตนในอดีตก็ตั้งอยู่ติดกับแก้งม่วงไข่ฝั่งทิศตะวันตก)  ติดฝั่งห้วยตรงที่เป็นแก้งนี้มีต้นม่วงไข่  จึงพากันเรียกว่า “แก้งม่วงไข่”่ มาจนทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทําให้มีการป้านห้วยคันแทใหญ่ตรงแก้งม่วงไขน่ี้  ก็คือก่อนหน้านั้น นาหนองแจ้งเป็นนาที่แห้งแล้งกันดาร  การทํานาเป็นไปด้วยความยากลําบากมาก  อาศัยน้ำฟ้าอย่างเดียวที่จะ หล่อเลี้ยงต้นข้าว ได้ผลผลิตไม่คุ้มกับแรงงานและเวลาที่เสียไป  ทําให้ชาวนาหนองแจ้งบางครอบครัวมีปัญหาไม่มีข้าวจะกิน  ต้องหาขอกู้ยืมข้าวญาติพี่น้องพอประทังชีวิตไปแต่ละวัน  จึงพา กันคิดหาวิธีแก้ไขเพื่อได้น้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวในหน้านา  จึงได้คิดกันที่จะป้านห้วยคันแทตรงแก้ง ม่วงไข่นี้เพื่อทดน้ําเข้า เริ่มแรกก็มี ลุงไท (ปู่กำนันสกล  คนซื่อ)   ลุงดํา (ปู่ของคุณครูสนทนา  สุวรรณไตรย์ลุงจารย์เฮือง (พ่อคุณถนอม  วังคะฮาตลงุแอ้ (นายสีเนา คุณพ่อของคุณประเนิม  คนซื่อลุงน้าว (ปู่ ของคุณปริญญา  วังคะฮาตลุงเสริฐ (คุณพ่อของคุณครูชะโย  สุวรรณไตรย์)  เป็นผู้นำ และชาวนา หนองแจ้งอีกหลายคน  เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแก้ง คือเก่งหิน  การป้านจึงใช้วิธีเจาะก้อนหินเป็นหลุมแล้วเอาไม้ แก่นล่อนทั้งลำต้น ใหญ่ประมาณเท่าขาขึ้นไป  (ไม้แก่นล่อน คือไม้เนี้อแข็งที่แห้ง กระพี้ผุพังร่วง หมดแล้วเหลือแต่แก่นที่แข็งเท่านั้น) ตั้งขึ้นและหย่อนลงไปในหลุม ทําเช่นนี้หลายหลุมขวางลำห้วย จนจรดทั้งสองฝั่ง  แล้วเอาไม้แก่นล่อนขนาดเดียวกันวางขวางอิงขนาบเสาซ้อนกันขึ้นมา แล้วระดม กันเอาก้อนหินมาวางซ้อนๆ กัน แถวแรกให้ชิดติดกับไม้ที่วางแนวขวาง  แล้ววางทับซ้อนกันเป็น ชั้นๆ  ก้อนหินที่นํามาวางทับซ้อนกันนี้มีจํานวนนับไม่ถ้วน ทั้งก้อนใหญ่ก้อนเล็กคิดว่ามากกว่าพัน ก้อนขึ้นไป  เป็นคันป้านจนสูงได้ระดับที่ต้องการคือเมื่อน้ําเอ่อมาแล้วต้องไหลเข้านา  ทําอยู่ด้วย ความเพียรเป็นเวลาหลายเดือน  เมื่อเสร็จแล้วก็พาก้นขุดคลองเข้านา  เมื่อถึงฤดูฝนน้ําหลากมาก็เอ่อสูงขึ้นๆ และไหลออกตามคลองสมความปรารถนา  ยังความปิติยินแก่คณะที่พากันริเริ่ม และชาวนา หนองแจ้งทั้งมวล  จากนั้นมา การทํานาหนองแจ้งก็ง่ายขึ้น น้ําท่าอดุมสมบูรณ์ ข้าวก็อ่อนนุ่มน่ากิน อย่างไรก็ตาม ตอนเริ่มป้านแรกๆ นั้นก็มีปัญหาเหมือนกัน  คือเมื่อน้ํามามากมันจะกัดเซาะ คันป้านที่ติดฝั่งห้วยพังลง   บางปีก็พังข้างเดียว  บางปีก็พังทั้งสองข้าง  ต้องพากัน “แถม”  คันป้าน กันหลายครั้งหลายปี   จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2508  ลุงแอ้ (นายสีเนา) ได้เข้าไปของบประมาณที่ อําเภอ  ปลัดสุรสีห์ (ไม่ทราบนามสกุล) ให้มา  10,000 บาท (สมัยนั้นถือว่ามาก)  ลุงแอ้จึงมาซื้อ ปูนซีเมนต์  กรวดหิน ดินทราย  แล้วระดมแรงชาวนาหนองแจ้งอีก ผสมปูนปิดทับคันป้านที่ติดกับ ฝั่งทั้งสองข้างและเทเชื่อมกับฝั่งด้วย  ในที่สุดก็อยู่ไม่พังอีกเลย  นับว่าลุงแอ้ได้ประสานกับอําเภอจนเอื้อประโยชน์ต่อชาวนาหนองแจ้งเป็นอเนกอนันต์  ต่อมาประมาณปี 2540  หน่วย นพค. 24  ได้มาพัฒนาและอยู่ประจําที่ตําบลคําชะอี  ได้ช่วย ยกคันป้าน (คันฝาย) ให้ใหม่ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  จึงได้คันป้านที่มั่นคงแข็งแรงมาจวบเท่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้ พอฝนมา  น้ําก็เข้านาหนองแจ้งในทันที  ได้ทำนาหัวปีก่อนเพื่อน  เป็นนาที่ทําง่ายที่สดุใน เขตอําเภอคําชะอี หนองสูง.

ที่มาของชาวคำชะอี#3

การแยกหมู่บ้าน

บ้านคําชะอีได้ขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาเป็นลําดับ เมื่อ พ.ศ. 2450 ได้รับการยกฐานะ  เป็นตําบลดังได้กล่าวแล้ว เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปกครองและการพัฒนา จึงได้มีการแยก หมู่บ้านขึ้น การแยกหมู่บ้านนี้แยกเมื่อปีใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เชื่อว่าแยกเมื่อสมัยขุนนิคมคําชะอี เป็นกํานัน (นายอินทา วังคะฮาต หรือลุงก่ำ. 28 ก.ย.2552 : สัมภาษณ์) โดยให้คุ้มบ้านดอน (คุ้ม เจ้าชัยอภิเดช) เป็นหมู่ที่ 2 มีนายนัน สุวรรณไตรย์ (คุณปูของอาจารย์ถาวร สุวรรณไตรย์) เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เมื่อสิ้นวาระแล้ว นายกิ เสียงล้ำ ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 ยังไม่ครบวาระ ทางขุนนิคมฯ ก็จะแยกหมู่บ้านอีกให้เป็นหมู่ที่ 4 (หมู่ที่ 3 บ้านห้วยทรายเอาไป ) โดยให้ยุบหมู่ที่ 2 เพราะจํานวนคนน้อยประกอบกับตอนนั้นบ้านกกไฮก็ขอตั้งหมู่บ้านจึงได้ยกหมู่ 2 ไปให้บ้านกกไฮ  หมู่ที่ 2 เดิมก็มารวมกับหมู่ที่ 4 โดยใช้ซอยหน้าวัดโพธิ์ศรีแก้วไปยังห้วยน้อยเป็นเส้นแบ่งหมู่บ้าน ฟากซอยด้านทิศใต้ลงมาเป็นหมู่ที่ 4 ฟากซอยด้านทิศเหนือขึ้นไปเป็นหมู่ที่ 1 (นายเหมย สุวรรณไตรย์ นายสกล คนซื่อ. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ์) เมื่อแยกหมู่บ้านเป็นหมู่ 1 และหมู่ 4 แล้ว หมู่ 1 ก็ได้เลือก นายฟอง อุปัญญ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านส่วนหมู่ที่ 4 มีกํานันขุนนิคมฯ เป็นผู้ปกครอง เมื่อกํานันขุนนิคมออกตามวาระ (พ.ศ. 2482) นายฟอง อุปัญญ์ ก็ได้เป็นกํานัน ส่วนหมู่ที่ 4 ได้เลือก นายคล้อย วังคะฮาต (ลูกของขุนนิคมฯ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน กํานันฟอง อุปัญญ์ ได้ลาออกเมื่อ พ.ศ. 2487 นายคล้อย วังคะฮาต ก็ได้รับเลือกเป็น  กํานัน ส่วนหมู่ที่ 1 ได้เลือกนายไหล สุวรรณไตรย์ (คุณพ่อของอาจารย์เข็มทอง สุวรรณไตรย์) เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นได้ไม่ถึงปีก็ก็หมดวาระ ชาวบ้านจึงย้ายใส่ (ไม่มีการเลือก)นายเครือ สุวรรณไตรย์ (คุณตาของอาจารย์บรรเลง อุปัญญ์ ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน (เฉลย สุวรรณไตรย์ นายอินทา วังคะฮาต. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ์) เมื่อนายเครือ สุวรรณไตรย์ ออกตามวาระ นายตรอง อุปัญญ์  ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เมื่อกํานันคล้อย วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2503) นายตรอง อุปัญญ์ ก็ได้เป็นกํานัน  ส่วนหมู่ที่ 4 ก็ได้เลือกนายเครือ วังคะฮาต (ลูกคนสุดท้องของกํานันขุนนิคมฯ ) เป็นผู้ใหญ่บ้าน

กํานันตรอง อุปัญญ์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2514) นายจําลอง (เหลิน) อุปัญญ์ (น้องชายของกํานันตรอง) ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ไม่นานก็สมัครกํานันและได้ร้บเลือกเป็นกํานันแทนนายตรอง อุปัญญ์ ส่วนหมู่ที่ 4 เมื่อนายเครือ วังคะฮาต ออกตามวาระ นายแถม แสนโสม ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน เมื่อกํานันจําลอง อุปัญญ์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2524) นายแถม แสนโสม ก็ได้รับเลือกเป็น กํานัน ส่วนหมู่ที่ 1 ก็ได้เลือกนายเหมย สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ในสมัยที่นายแถม แสนโสม เป็นกํานันนี้ได้มีการแยกหมู่บ้านอีกได้เป็นหมู่ที่ 11 เมื่อ พ.ศ. 2527 มีนายเปอะ วังคะฮาต เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เมื่อกํานันแถม แสนโสม ออกตามวาระ (พ.ศ. 2540) นายเหมย สุวรรณไตรย์ ก็ได้รับเลือกเป็นกํานัน ส่วนหมู่ 4 ได้เลือก นายสกล คนซื่อ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทางหมู่ 11 ผู้ใหญ่เปอะ วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2533) นายวันเทศ กุลวงค์ ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน เมื่อกํานันเหมย สุวรรณไตรย์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2543) นายสกล คนซื่อ ก็ได้รับเลือก เป็นกํานัน ส่วนหมู่ที่ 1 ได้เลือก นายจันทา สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และในสมัยนี้ได้มีการแยกหมู่บ้านอีกได้เป็นหมู่ที่ 14 เมื่อ 30 กรกฎาคม 2545 นายสุรพล วังคะฮาต ได้รับเลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้านคนแรก เมื่อกํานันสกล คนซื่อ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2546) นายทองปาน หาญจริง บ้านหนองกะปาด ได้รับเลือกเป็นกํานัน ส่วนหมู่ที่ 1 นายจันทา สุวรรณไตรยฺ์ ออกตามวาระ นายบุญทวี  สุวรรณไตรย์ ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน หมูที่ 4 ได้เลือกนายวิมล สุวรรณไตรย์ เป็น ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อกํานันทองปาน หาญจริง ออกตามวาระ (พ.ศ. 2549) นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ ได้รับเลือกเป็นกํานัน ส่วนหมู่ที่ 4 ผู้ใหญ่บ้านยังเป็นคนเดิมคือนายวิมล สุวรรณไตรย์

ส่วนหมู่ที่ 11  นายวันเทศ กุลวงค์ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายสารีบุตร สุวรรณไตรย์ ได้รับเลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้าน ทางหมู่ 14 นายสุรพล วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายถาวร วังคะฮาต ได้รับเลือกเป็นผูใหญ่บ้าน.

ต่อไปนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดที่มีขึ้นในบ้านคําชะอี

การป้านห้วยน้อย ห้วยน้อย เป็นสายห้วยเล็กๆ จึงเรียกว่า “ห้วยน้อย” บางตอนกว้างแค่วาเดียว แต่ลึกมาก  เป็นสายห้วยที่ไม่ยาวนัก อยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศตะวันตก ไหลตกห้วยคันแทใหญ่ ผู้ที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย์ (น้องของพ่อตาของคุณสันดร คนซื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บ้านห้วยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกว่า “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลูกคนโต ชื่อสงคราม นายสงครามนี้เกิดปีสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงให้ชื่อว่า “สงคราม” นายบัง ได้มาตั้งศาลาที่ริมห้วยน้อยนี้ทําเป็นโรงฆ่าสัตว์ ก็เลยวานพี่น้องขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การถมดินให้เป็นคันกันน้ำนี้ท้องถิ่นอีสานเรียกว่า “ป้าน” ต่อไปจะใช้คํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ำไว้สําหรับล้างเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส้ พุง ของสัตว์ที่ชําแหละ พอหน้าน้ำหลากก็พัง พังแล้วก็ป้านอีก หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน (หมู่ที่ 1) นายไหลมีที่นาอยู่ที่นาขี้หมู เห็นประโยชน์จากน้ำห้วยน้อย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพ่อของกำนันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เข้าสู่นาขี้หมูโดยจะช่วยป้านห้วยน้อยให้เป็นคัน ป้านที่แน่นหนา นายบังเป็นคนใจกว้างมองการณ์ไกลและเห็นประโยชน์ร่วมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่น้องชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 7 – 8 คน) มาขุดเหมืองให้น้ำเข้านา พร้อมกับไหว้วานพี่น้องระดมกําลังมาป้านห้วยน้อยจนเป็นคันป้านที่ใหญ่และแน่นหนา ประกอบกับช่วงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยู่ที่บ้านคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เป็นหัวหน้ากิ่ง ได้ลงมาควบคุมดูแลการป้านด้วย  ทําให้การดําเนินการเป็นอย่างดี (สิน สุวรรณไตรย์. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์ ) ป้านห้วยน้อย ตรงนี้ต่อมาเรียกว่า “ป้านหลวง” ก็เลยมีฝายห้วยน้อยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มีปัญหา เพราะทําด้วยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําให้คลองพังอยู่บ่อยๆ จะเข้าหน้านาแต่ละปี ต้องซ่อมคันคลองเสียก่อน มีเรื่องเล่าขานว่า ปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำหลากมามากจนเหมืองห้วยน้อย พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ได้ไปยืนดูตรงใกล้ที่มันพัง ขณะที่ดูเพลินอยู่นั้นดินที่ตรงที่ลุงเจียงยืนอยู่  เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไม่ทันระวังตกก็ตกลงไปน้ำท่วมหัวลิบ และถูกน้ำพัดไปไกล โผล่ ขึ้นมาก็ว่ายเข้าฝั่งเพราะเป็นคนแข็งแรงและว่ายน้ำเก่ง คนจึงลือเล่าขานว่า “ลุงเจียงตกห้วยน้อย” (ต้องขอโทษลูกหลานของท่านด้วยที่เก็บเรื่องนี้มาเล่า มิได้มีเจตนาจะลบหลู่แต่ประการใด แต่เป็น เรื่องที่ระทึกขวัญทีเกิดขึ้นในบ้านเรา ) อยู่มาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้ ทางกรมชลประทานได้มาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ระบายน้ำตามหลักวิชาการ จึงได้ฝายอย่างถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นับว่านายบัง สุวรรณไตรย์ นายไหล สุวรรณไตรย์ ตลอดทั้งญาติพี่น้องรุ่นนั้น ได้เอื้อประโยชน์ต่อท้องถิ่นบ้านคําชะอีอย่างมากมาย ทั้งได้น้ำเข้านา เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ตาน้ำใต้ดินก็ตื้นสะดวกแก่การขุดบ่อน้ำ (น้ำสร้าง) ได้น้ำ รดพืชผักสวนครัว และเป็นที่จัดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ำ) วังคะฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย์ นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จ้อ) สุวรรณไตรย์. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์)