วัฒนธรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

59618การกิน เรื่องการกินชาวผู้ไทยนับว่าเป็นผู้ที่กินง่ายที่สุด ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการกินขอให้มีข้าวเหนียวไว้ในกระติบก็พอ “ หน่อไม้เค็ม ” ( หน่อไม้หมักเกลือโรยข้าวสารนิดๆ ) ที่อยู่ในไหกินกับข้าวเหนียวอิ่มท้องแล้วอยู่ได้ ทำงานได้ หรือข้าวเหนียวคลุกเกลือหรือ “ จ้ำปลาแดก ” อึ่งอาง กบ เขียด ทุกชนิดผู้ไทยกินหมดแมลงต่างๆนานาชนิดผู้ไทยกินได้ (มียกเว้นบางชนิด ) อย่างแมลงเม่ามาตอมไฟผู้ไทยเอาน้ำใส่กะละมังมารอง เมื่อได้มากแล้วเอาไปคั่วโรยเกลือกินกับข้าวได้ ดังนี้เป็นต้น
ดังนั้น เรื่องอาหารการกินของผู้ไทยจึงไม่ค่อยอดค่อยอยาก แต่ทั้งนี้ต้องมองเฉพาะผู้ที่มีความขยันหาและมีเวลาหาด้วย ผู้ที่ไม่ขยันและไม่มีเวลาก็มีบ้างอดบ้างเป็นธรรมดา
แหล่งที่มาของอาหาร การกิน ชาวผู้ไทยเป็นชนเผ่าที่พิถีพิถันในเรื่องการเลือกทำเลที่จะตั้งหมู่บ้านมาก จะต้องเป็นที่ราบใกล้ภูเขาหรือแหล่งน้ำ “ ฮึ่นภูเฮ่อได้กะแต๋กะเฮาะ เลาะฮิมโห้ยเฮ่อได้ผักต๋าเป้ะผักหนามลงเน่อน้ำเฮ่อได้ป๋า ปู๋ จุ้ง หอย ” ( ขึ้นภูให้ได้กระแตกระรอก เลาะริมห้วยให้ได้ผักหนาม ลงน้ำให้ได้ปลา ปู กุ้ง หอย )
ในอดีตแหล่งอาหารก็ใกล้บ้านนั่นเอง พวกสัตว์บกสัตว์น้ำมีมากมาย เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต มีให้เห็นอยู่ทุกวัน แต่ว่าสมัยนั้นเครื่องมือจับสัตว์ยังไม่ทันสมัย มีแต่หน้าไม้ยิงกระรอกกระแต อยากกินหมูป่าหรือเก้งต้องระดมชายฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้านออกล่า ใครมีปืนแก็ป ( ซึ่งหายากเต็มที) ก็เอาไป ใครมีหอกก็เอาหอก บางครั้งก็ใช้ “ เป๊าะน้าง ” ( ดักตาข่าย ) พากันไล่หมูป่าหรือเก้ง ตะล่อมให้ไปติดตาข่ายแล้วใช้หอกแทง กว่าจะได้มาก็ลำบากพอสมควร แต่ก็ตื่นเต้นด้วย สัตว์น้ำ ปู กุ้ง หอย หาได้ง่าย ปลามีกินบ่อยตอนหน้าฝน หน้าแล้งก็อาศัยการทอดแห แหสมัยนั้นสานด้วยด้ายที่แม่บ้านปั่นให้ เส้นใหญ่เทอะทะ หว่านลงไปจะจม ช้าไม่ค่อยจะทันปลาใหญ่ กบ เขียด อึ่งอ่าง ในหน้าฝนมีมากมาย คืนฝนตก กบ เขียด อึ่งอ่าง ร้องก็ออกไปจับ แต่ไม่ได้มากเพราะไฟที่จะส่องก็ใช้ไฟ “ กะบ๋อง ” ( ใต้ ) แสงไม่สว่างเห็นไม่ไกล
พืชผักต่างๆมีมาก ทั้งพืชบ้าน พืชสวน พืชป่า พืชบ้านได้แก่ ผักกุ่ม กระถิ่น ตำลึง ฯลฯ พืชสวนก็มี ยอดบวม ยอดฟักทอง เผือก มัน เป็นต้น พืชป่าก็มีผักหวาน เห็ดต่างๆที่กินได้ หน่อไม้ ดอกกระเจียว มีผญาคำสอนบทหนึ่งว่า “ อย่าไป๋เก็บดอกหว่านบ้านเพิ๋นมาบ๋าน เฮ่อเจ้ายื๋นงอยชานเก็บดอกกะเจ๋วฮิมโฮ้ ” ( อย่าไปเก็บดอกหว่านบ้านอื่นมาบ้าน ให้เจ้ายืนที่ชานเก็บดอกกระเจียวริมรั้ว ) ชี้ให้เห็นว่าสมัยก่อนดอกกระเจียวก็เก็บเอาที่ริมรั้วติดกับชานบ้าน แสดงว่าอุดมสมบูรณ์มากจริงๆ

อาหารจำพวกเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู วัว ควาย สมัยอดีตไม่ค่อยได้กิน หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย มีมากมาย แต่ไม่มีใครฆ่ากิน อาจจะเป็นเพราะเคร่งศีลธรรมก็ได้นานๆที เช่น มีงานบุญ บุญกฐิน บุญพระเวส ฆ่าทีหนึ่ง ผู้ที่ฆ่าขายก็หายากเต็มที ฆ่าแล้วก็ไม่ค่อยมีผู้ซื้อ สมัย 40 ปีมาแล้วเนื้อวัวควายราคาถูกมาก ซื้อ 10 บาทได้เนื้อ 1 หาบ หมูโตเต็มที่ตัวละ 200 บาท ไก่ ตัวใหญ่ตัวละ 5 บาท ในสมัยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนมากขึ้นของกินก็หายาก ระบบการซื้อขายเข้ามา ผู้คนจึงหาซื้อกันที่ตลาดเป็นส่วนมาก แต่ผู้ที่ขยันหาจริงๆก็หาได้พอกินพอขายด้วย
การปรุง ผู้ปรุง การปรุงอาหารก็ตามหลักการปรุงอาหารทั่วๆไป คือ จะขาดปลาแดกไม่ได้ และอาหารผู้ไทยจะออกไปทางรสจัดๆการปรุงก็แบบง่ายๆไม่ต้องกำหนดมาตรฐาน ส่วนอาหารบางชนิด เช่น ก้อยเนื้อ ก้อยปลา การปรุงไม่ต้องใช้ไฟเลย กินกันดิบๆ แต่ใส่เครื่องเทศครบ หอมน่ากินมาก จนมีคำพูดหลอกกันเล่นว่า เวลาปรุงก้อยห้ามสูบบุรี่ หรือเอาตะเกียงมาใกล้ กลัวเนื้อจะสุก ส่วนผู้ปรุงอาหารนั้นส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง มีผู้ชายมาช่วยบ้างบางคราว เช่น การปรุงก้อยส่วนมากจะเป็นผู้ชาย
ใน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เปลี่ยนแปลงก็คือ การกินสุกๆ ดิบๆลดลงประมาณ 5-10 % เนื่องจากการรณรงค์ไม่ให้กินสุกๆดิบๆโดยเฉพาะปลา อีกประการหนึ่ง การปรุงอาหารในปัจจุบันนี้ก็ถูกหลักโภชนาการมากขึ้น เนื่องจากได้รับความรู้จากลูกหลานที่เล่าเรียนมาและได้รับการอบรมด้าน โภชนาการจากหน่วยงานสาธารณสุขประจำอำเภอและตำบล
อุปนิสัยในการกิน ชาวผู้ไทยมีอุปนิสัยในการกินแบบเรียบๆง่ายๆดังกล่าวแล้ว และในการกินอาหารก็เหมือนอีสานทั่วๆไป คือ กินข้าวเหนียว นั่งกินกับพื้น ไม่มีช้อนกลาง ช้อน 2-3 คัน เปลี่ยนกันซด ไม่มีห้องอาหารโดยเฉพาะ บางครอบครัวก็กินในห้องครัว บางครอบครัวก็กินที่ระเบียงหน้าบ้าน แต่ที่สำคัญจะไม่วางพาข้าวไว้ใต้ขื่อบ้าน ถือเป็นเรื่อง “ คะลำ ” ( ข้อห้าม )
ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มาก บางครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยก็มีโต๊ะอาหาร
( บางทีกินข้าวเจ้า) คือ พยายามปรับตัวเหมือนกับคนภาคกลาง
ความเชื่อเกี่ยวกับอาหาร ชาวผู้ไทยในอดีตนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารที่จะต้อง “ คะลำ ” เพราะมีความเชื่อว่าอาหารบางชนิดกินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิดต่อโรค โดยเฉพาะ “ แม่อยู่คำ ” ( ผู้หญิงที่กำลังอยู่ไฟ ) จะกินกระต่ายและเก้งไม่ได้ แม่อยู่ไฟนี้จะ “ คะลำ ” ถี่มาก ตอนอยู่ไฟจะกินแต่ข้าวจี่ หน่อข่า ผักต่างๆ ( บางคนก็กินชะอมไม่ได้ ) ปูจี่ กบ เขียด ยังพอกินได้
แต่ในปัจจุบันนี้ ได้รับการอบรมด้านโภชนาการ ความเชื่อก็เปลี่ยนไปบ้างแล้วแต่กระต่ายและเก้งนี้ในปัจจุบันแม่อยู่ไฟก็ยัง กินไม่ได้ ซึ่งถ้ากินเข้าไปแล้วจะ “ ผิดกรรม ” คือ วิงเวียนปวดศีรษะ เจ็บไข้ไปทันที ต้องหายา ( สมุนไพร ) มาแก้