พ่อล่าม แม่ล่าม

239961บทบาทของพ่อล่าม แม่ล่าม หรือผู้รับรองหรือเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงของชีวิตการแต่งงาน กรณีผู้ไทย ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ทั้งนี้พ่อล่ามเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสังคมผู้ไทยเนื่องจากเป็นผู้ที่มีครอบ ครัวที่มั่นคงและเป็นผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพ และเป็นผู้แนะนำลูกล่ามหรือผู้ที่จะเป็นเขยใหม่ให้ขยันทำงานและอ่อนน้อมให้ ความเคารพญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง สำหรับคนที่มาเป็นพ่อล่าม มาจากหลายอาชีพ เช่น ข้าราชการ พ่อค้า และเกษตรกร คนที่เป็นพ่อล่ามจะมีบทบาทต่อลูกล่ามซึ่งเป็นคู่สมรสใหม่ ทั้งก่อนแต่ง และบทบาทระหว่างจัดพิธี และหลังจัดงานแต่งงานเรียบร้อยแล้ว พ่อล่ามก็ยังมีหน้าที่ดูแลคู่สมรสใหม่ในเรื่องต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่อื่นๆ ส่วนลูกล่ามก็จะให้ความช่วยเหลือด้านแรงงานต่อครอบครอบของพ่อล่าม ผู้ไทยถือว่าพ่อล่ามเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ที่มีพระคุณต่อชีวิต

พ่อล่าม (พ่อล่าม-แม่ล่าม) เปรียบเป็นตุลาการหรือเป็นคนกลางที่จะทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เนื่องจาก พ่อตัวแม่ตัว มักจะเข้าข้างลูกตัวเอง เวลาลูกมีปัญหาจึงต้องหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย พ่อล่ามแม่ล่ามได้มาจากก่อนแต่งงาน ผู้ชายเป็นคนเลือกโดยผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายหญิง มีคุณสมบัติเบื้องต้น คือ อายุมากกว่าอย่างน้อยสามปี มีครอบครัวดี พฤติกรรมทั่วไปเป็นที่ยอมรับ และ ไม่เป็นพี่เขย-น้องเขย ใครได้รับเลือกเป็นพ่อล่ามแม่ล่าม จะถือเป็นความภาคภูมิใจและถือว่าได้รับเกียรติ จะตั้งใจทําหน้าที่อย่าเที่ยงธรรม ขณะเดียวกัน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในวันแต่งงาน จะมีพิธีมอบตัวเป็นลูกของพ่อล่ามแม่ล่ามส่วนใหญ่พ่อล่ามจะสร้างความเคารพและศรัทธาให้แก่ลูกล่าม หรือ ผู้ชายที่เป็นสามี ซึ่งเบื้องต้นจะเชื่อและปฏิบัติตามที่พ่อล่ามอบรมสั่งสอนส่วนมากปัญหาที่พ่อล่ามมักจะอบรมสั่งสอนหรือกล่าวตักเตือน เป็นเรื่อง กินเหล้า เจ้าชู้ เที่ยวกลางคืนเมื่อมีปัญหาระหว่างสามีภรรยา พ่อล่ามจะไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นธรรมและเป็นกลาง โดยจะเรียกมาครั้งละคน เพื่อไกล่เกลี่ย ถ้าพบว่าใครผิดจะเตือน ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อ ไม่ฟัง พ่อล่ามจะปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของชาวผู้ไท คือการคืนเทียน นั่นก็คือการตัดความสัมพันธ์ในความเป็นพ่อล่ามแม่ล่าม ลูกล่ามคนใดหรือเขยผู้ไทคนใดที่ถูกพ่อล่ามคืนเทียน ในสังคมถือว่าเป็นคนที่ มีพฤติกรรมไม่ดี ไม่เหมาะสมจะได้รับการปฏิเสธจากสังคม

ที่ผ่านมา การหย่าร้างมีน้อยมาก เพราะได้พ่อล่ามแม่ล่ามไปช่วยแก้ปัญหาให้ แต่บางคู่ที่ไปกันไม่ได้ต้องหย่ากัน อีกประการหนึ่งคือ หญิงสาวชาวผู้ไทแต่งงานกับชายที่ไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวมาจากชาวผู้ไทโดยตรงก็อาจไม่เข้าใจหรือยึดถือตามธรรมเนียมประเพณีนี้อย่างลึกซึ้งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ประเพณีและวัฒนธรรมทางสังคมที่สําคัญนี้เสื่อมความเชื่อมั่นลงไป

ความเชื่อและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์

โดยเฉพาะพิธีแต่งงาน (ประเพณีกินดอง) เพราะนอกจากจะเป็นการเริ่มสร้างครอบครัวและเพิ่มสมาชิกให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างญาติพี่น้องแก่คู่บ่าวสาวเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครอบครัว โดยผ่านคู่คนที่เรียกว่า “ล่าม”หรือ “พ่อล่าม-แม่ล่าม) ผู้กุมบทบาทสําคัญในพิธีแต่งงาน

“ล่าม” หรือ “ล้าม” ในสําเนียงชนชาวผู้ไท มีความหมายเดียวกับการดูแลวัวควายด้วยการล่ามไว้ด้วยเชือก โดยผู้ดูแลจะเฝ้าอยู่ไม่ห่างจากสัตว์ที่ล่าม อธิบายเพิ่มเติมว่า “ล่าม ในความหมายของคนผู้ไท จะทําหน้าที่แทนพ่อแม่ คือ พ่อแม่เป็นคนเลี้ยงดูมาจนโต แต่พ่อล่ามแม่ล่ามจะทําหน้าที่คอยดูแลหลังจากที่แยกครอบครัวแล้ว คอยให้คําปรึกษาทั้งเรื่องครอบครัวและการทํามาหากิน

“ล่าม” คือ คู่สามี-ภรรยาที่อยู่กินกันอย่างยาวนานและไม่มีฝ่ายใดด่วนเสียชีวิตไปก่อน ชนเผ่าผู้ไทเรียกคู่สามี-ภรรยานี้ว่า “พ่อล่าม-แม่ล่าม” และคู่สมรสก็กลายเป็น “ลูกล่าม” ของพ่อล่ามแม่ล่ามในภายหลังที่พิธีแต่งงาน (ประเพณีกินดอง) แล้วเสร็จ (กิตติกาญจน์ หาญกุล. 2553 : เว็ปไซต์)

ประเพณีการแต่งงานของชาวผู้ไทนั้น ล่ามหรือพ่อล่ามความสําคัญที่สุด เพราะเป็นผู้จัดการแทนเจ้าคึด พ่อล่าม หรือพ่อล่าม-แม่ล่าม เป็นบุคคลที่มีความสําคัญคนหนึ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมกับประเพณีการแต่งงาน ตามประเพณีโบราณของชนชาวผู้ไทมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในการออกหน้านําขบวนเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานที่บ้านของเจ้าสาวหรือที่เรือน หอที่สร้างไว้ โดยพ่อล่าม- แม่ล่ามก็จะแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสวยงาม เดินนําขบวนแห่เจ้าบ่าวจากบ้านพ่อแม่ไปยังบริเวณงาน ลักษณะเด่นของพ่อล่ามที่สังเกตได้ง่ายคือจะถือง้าว และสะพายย่าม เดินนําหน้าและมีภรรยาหรือแม่ล่ามเดินตามหลัง แล้วตามด้วยเจ้าบ่าวที่แต่งตัวหล่อสุดๆ ตามมาติดๆ ด้วยญาติฝ่ายเจ้าบ่าวถือสัมภาระที่จําเป็นเช่น ขันหมาก ถาดบรรจุสิ่งของที่จําเป็นต้องใช้ทําพิธีอื่น ๆ

พ่อล่ามเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในสังคมผู้ไทเนื่องจากเป็นผู้ที่มีครอบครัวที่มั่นคงและเป็นผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพ และเป็นผู้แนะนําลูกล่ามหรือผู้ที่จะเป็นเขยใหม่ให้ขยันทํางานและอ่อนน้อมให้ความเคารพญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง สําหรับคนที่มาเป็นพ่อล่าม มาจากหลายอาชีพ เช่น ข้าราชการ พ่อค้าและเกษตรกร คนที่เป็นพ่อล่ามจะมีบทบาทต่อลูกล่ามซึ่งเป็นคู่สมรสใหม่ ทั้งก่อนแต่ง และบทบาทระหว่างจัดพิธี และหลังจัดงานแต่งงานเรียบร้อยแล้ว พ่อล่ามก็ยังมีหน้าที่ดูแลคู่สมรสใหม่ในเรื่องต่างๆเช่น ด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่อื่นๆ ส่วนลูกล่ามก็จะให้ความช่วยเหลือด้านแรงงานต่อครอบครอบของพ่อล่าม ผู้ไทถือว่าพ่อล่ามเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ที่มีพระคุณต่อชีวิต

การเจรจาระหว่างญาติฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเมื่อทั้งคู่ที่มีความสัมพันธ์ด้านชู้สาวและจะต้องเข้าสู่พิธีแต่งงาน

บรรพชนหลายรุ่นได้ใช้เป็นกุศโลบายการให้มีพ่อล่าม – แม่ล่าม ในการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และรักษาสัมพันธภาพของคู่แต่งงาน (บ่าว – สาว) ให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและมีต้นแบบในการยึดเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ และให้ความเคารพ เสมือนพ่อแม่ของตนอีกหนึ่งคู่โดยเชื่อว่าภูมิปัญญานี้เกิดขึ้นอาจเพราะความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางจิตวิทยาของคนโดยทั่วไป ที่มองเห็นแลเชื่อมั่นว่า “พ่อแม่ทุกคนย่อมรักลูก” และ เมื่อมีเหตุให้คู่แต่งงานที่เกิดความไม่เข้าใจกันหลังแต่งงาน

ในช่วงเวลาที่มีปัญหา และหากไม่มีคนกลาง หรือไม่มี “พ่อล่าม-แม่ล่าม” ที่จะมาช่วยเป็นคนคอยบอกกล่าว ตักเตือน รับฟัง และไกล่เกลี่ยแล้ว เมื่อต่างฝ่ายมีปัญหาก็อาจจะปรึกษาพ่อแม่ตนเอง แล้วพ่อแม่แต่ละฝ่ายก็จะต้องเชื่อฟัง และเข้าข้างลูกตนเอง ทําให้บางครั้งยากแก่การประสานความเข้าใจกัน ในบางครั้งถึงขนาดต้องเลิกรากันก็มี แต่เหตุการณ์นี้จะเกิดไม่บ่อยนักกับคู่แต่งงานที่เป็นชาวผู้ไท ที่มีความศรัทธาในการสืบทอดประเพณีการมีพ่อล่าม-แม่ล่ามไว้

บทบาทของพ่อล่ามในประเพณีการแต่งงานหรืองานกินดองของชนชาวผู้ไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ไหลบ่าเข้ามาภายในชุมชนบางครั้งอาจจะแทรกตัวอยู่ในท่ามกลางความเป็นคนผู้ไทของคนที่มีชาติพันธุ์ชาวผู้ไทโดยกําเนิดก็ตาม

ประเพณี การแต่งงานของคนหนุ่มสาวชาวผู้ไทก็ยังยึดถือในขนบธรรมเนียมที่สืบทอดต่อกันมาแต่ครั้งอดีตอันยาวนานนั่นคือการทาบทามจัดหาพ่อล่ามเพื่อมาทําหน้าที่อันสําคัญในการใช้ชีวิตคู่ ของหนุ่มสาวที่ตกลงปลงใจว่าจะลงเอยหรือเข้าสู่ประตูวิวาห์ เพื่ออยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนเป็นสามี-ภรรยา พร้อมที่จะสร้างครอบครัวใหม่ด้วยกันแล้ว พ่อล่าม-แม่ล่าม จะเป็นผู้ดูแล เอาใจใส่ หาวิธีการปรองดองที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มั่นคงเป็นครอบครัวที่อบอุ่น และธํารงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าผู้ไทให้ดํารงสืบต่อไป

การเลือกพ่อล่ามของชาวผู้ไทย

พ่อล่าม- แม่ล่าม เข้ามามีบทบาทกับประเพณีการแต่งงานตามประเพณีโบราณของชาวผู้ไทที่ได้สืบทอดรักษากันไว้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจมีขั้นตอนที่อาจมีส่วนที่แตกต่างกันในทางปฏิบัติของชาวผู้ไทแต่ละพื้นที่ กระบวนการมีส่วนร่วมตามบทบาทของพ่อล่าม-แม่ล่ามนั้นจะเกิดหลังจากเหตุการณ์ ที่หนุ่ม –สาวชาวผู้ไท ได้ทําความคุ้นเคยและศึกษานิสัยใจคอกันทั้งสองฝ่าย และตอบตกลงปลงใจวางแผนที่จะร่วมใช้ชีวิตร่วมกัน รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับทราบและให้ความยินยอมเห็นชอบ จนตกลงที่จะจัดให้มีการทาบทามสู่ขอเพื่อจะดําเนินการจัดพิธีแต่งงานให้กับคู่บ่าว-สาว และแม้ว่าปัจจุบันอาจมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ และ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปบ้าง ในบางพื้นที่อาจจะมีการข้ามขั้นตอนลดขั้นตอน หรืออาจจะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนแต่หลายพิธีกรรมยังคงต้องดํารงรักษาไว้ตาม ฮีต-ครองเพื่อเป็นการรักษาจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีไว้ซึ่งพ่อล่ามผู้ที่มีความสําคัญของประเพณีการแต่งงานตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งบ่าว-สาว ใช้ชีวิตร่วมกัน หรือตลอดไป

วิธีทาบทามพ่อล่าม – แม่ล่าม ในขั้นตอนแรกนั้นว่าที่เจ้าบ่าวได้แจ้งเรื่องให้ ญาติพี่น้องพ่อ แม่ ได้ทราบถึงจุดประสงค์ที่จะทําการแต่งงาน เมื่อมีความพร้อมแล้ว และทุกคนเห็นชอบก็จะมีการปรึกษา หารือกันและกันว่าจะไปทาบทามครอบครัวไหนมาเป็นพ่อล่าม หรือเป็นล่ามในการติดต่อกับญาติฝ่ายเจ้าสาวให้ เมื่อมีชื่อครอบครัวและหัวหน้าครอบครัวที่เห็นว่ามีความเหมาะสม ตามคุณสมบัติของการเลือกเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามแล้วก็จะไปทาบทาม โดยอาจมีการหมายไว้หลายคู่เผื่อทาบทามแล้วครอบครัวที่ไปปฏิเสธไม่รับ ก็ไม่มีการกล่าวโทษหรือโกธรกัน เพราะถือว่าเป็นการเสี่ยงทายอีกลักษณะหนึ่ง

คุณสมบัติเบื้องต้นของครอบครัวที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม

1) เป็นครอบครัวที่มีผู้นําครอบครัว ทั้งสามี – ภรรยาอยู่พร้อมหน้า ขยันขันแข็ง และเป็นที่ยอมรับเรื่องการประพฤติตน ในการครองเรือน สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้าได้

2) ต้องไม่มีประวัติการอย่าร้าง ทะเลาะเบาะแว้ง ตบตีกัน หรือมีสถานภาพเป็นหม้าย

3) คนในชุมชนให้การยอมรับว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี เหมาะสมแก่การเป็นพ่อ-แม่คนที่สองของคู่สมรสได้

4) มีอายุมากกว่าคู่สมรส และอยู่ในฐานะที่จะว่ากล่าว ตักเตือน อบรมสั่งสอน หรือสนับสนุนคู่บ่าวสาวให้ควรค่าแก่การถือเอาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม

5) คนที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามจะมีลูกล่ามได้เท่ากับจํานวนบุตรของตนเท่านั้น เช่นมีบุตร 3 คนก็จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามให้คู่สมรสที่แต่งงานได้แค่ 3 คู่เท่านั้น แต่มีข้อยกเว้นว่าหากจะเป็นล่ามให้เกินจํานวนลูกของตนเอง ครอบครัวของเจ้าบ่าวต้องทําพิธีบายศรี-สู่ขวัญ ให้กับคนที่จะเป็นพ่อล่าม-แม่ล่ามของลูกชายตนเอง

เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดี ที่อาจจะเกิดตามความเชื่อของคนผู้ไทว่า “มันจะแพ้” (เกิดสิ่งไม่ดี เช่น เจ็บป่วย ไม่สบายหรือเกิดเรื่องราวอื่นๆ) เมื่อตกลงกันแล้วครอบครัวเป้าหมายตามที่พิจารณาไว้แล้วว่าเป็นครอบครัวที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น พ่อ-แม่ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวก็จะเตรียมตัวไปทําการทาบทามครอบครัวดังกล่าว โดยการเตรียมสิ่งของดังนี้ คือดอกไม้ เทียนคู่ เป็นเครื่องขอสมมาบอกกล่าว (มีดอกไม้ 2 ดอก เทียน 2 เล่ม) เตรียมถือไปด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมในการไปทาบทามที่ถือปฏิบัติ)

เมื่อไปถึงบ้านของครอบครัว เป้าหมายหลังแรกที่จะไปทาบทาม พ่อ-แม่ว่าที่เจ้าบ่าวก็จะเกริ่นถาม ผู้นําครอบครัวที่จะทาบทามให้เป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม สําหรับลูกชายของตนด้วยภาษาพื้นบ้านคือภาษาผู้ไท ว่า

“เป็นซะเลอเด้….มื่อคืนฝันดีอยู่…แหน่บ่อหน้อ” หรือ “มื่อคืนฝันว่าซะเลอ ฝันดีอยู่บ่”

(เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนฝันดีบ้างหรือเปล่า ฝันว่าอย่างไร)

ถ้าครอบครัวเป้าหมายตอบว่าฝันไม่ค่อยดี ก็จะให้เขาไขความฝันให้คนที่ไปทาบทามรู้ เมื่อได้ฟังความฝันที่เขาตอบว่าไม่ดี ก็จะไม่ทําการทาบทามให้เป็นพ่อล่าม-แม่ล่าม แต่จะยังคงบอกกล่าวเป็นการเชิญชวนให้เข้าร่วมงานมงคลของลูกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแทน แล้วก็จะจากไป และไปยังบ้านเป้าหมายต่อไปเพื่อถามในลักษณะเดิม

แต่กรณีที่ถามบ้านแรกแล้วเขาตอบว่าฝันดี ก็จะรีบแจ้งให้ครอบครัวนั้นทราบว่าวันนี้เอาข่าวดีมาให้ เอาสิ่งมงคลมาฝากไว้ให้ช่วยดูแลสั่งสอนช่วย และก็จะแจ้งให้ทราบจุดประสงค์ที่มาหาที่บ้านเพื่อให้ครอบครัวเป้าหมายได้ทราบจุดประสงค์ และถามความคิดเห็นว่าพร้อมที่จะรับเอาสิ่งมงคลที่มามอบให้หรือเปล่า ถ้าเขารับก็จะมอบธรรมเนียมคือดอกไม้ เทียนคู่ ที่เตรียมมามอบให้แก่ครอบครัวดังกล่าว เพื่อให้ถือว่าเป็นการรับปาก รับคําในการจะช่วยรับเป็นบุตรชายอีกคน และเป็นธุระต่อไปในการไปสู่ขอทาบทามว่าที่เจ้าสาว โดยพ่อ-แม่ ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ครอบครัวที่รับเป็นพ่อล่ามฟังทุกเรื่องทุกขั้นตอนจนเป็นที่เข้าใจแล้วก็จะลากลับเพื่อบอกข่าวแก่ดีแก่ญาติๆ ที่รอรับฟังความคืบหน้าที่บ้านและ

คุณสมบัติของพ่อล่าม

                        การได้รับตําแหน่งของพ่อล่ามนั้นเป็นตําแหน่งที่ได้รับมาจากการแต่งตั้งของบุคคลที่คุ้นเคยกันในสังคมของชุมชนชาวผู้ไทย ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพ่อล่ามนั้นอาจจะไม่มีเชื้อสายดั้งเดิมที่เป็นชาวเผ่าผู้ไทก็ได้แต่อาจเป็นคนลาว คนญ้อ หรือผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย ทํามาหากินตั้งรกรากอยู่ร่วมกับชุมชนดั้งเดิมจนกลมกลืนและได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ เลื่อมใสศรัทธาจากชุมชน จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครมีพื้นเพมาอย่างไรเพราะความสัมพันธ์รักใคร่สนิทสนมกันจนลืมว่าบุคคลนั้นเป็นใครมาจากไหนรู้แต่เพียงว่าคนในชุมชนนี้คือพวกเราด้วยกันเอง

“……จริง ๆ แล้วพื้นเพผมเป็นคนอําเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ทุกวันนี้คนคิดว่าผมเป็นคนผู้ไทเหมือนกันกับแม่บ้าน (ภรรยา) ของผมจริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่บางครั้งก็ลืมตัวนะว่าเป็นผู้ไท……ครั้งแรกที่ผมมารับราชการที่บ้านเหล่าใหญ่ก็ไม่รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาว ผู้ไทซักเท่าไรหรอกว่าเขาดําเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างไร เพราะตนเองก็ไปสอนหนังสือ เด็ก ๆ ก็สื่อภาษากันเป็นภาษาผู้ไทได้ยินแล้วรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะหลายคําที่เหมือนกับภาษาลาวของคนกมลาไสยแต่บางคําก็ฟังไม่รู้เรื่องบางครั้งบางคนพูดลาวก็มี นานเข้ากลายเป็นความเคยชินแต่สิ่งที่รู้จริง ๆ ในครั้งแรกนั้นรู้สึกว่าผู้สาวผู้ไทนั้นสวยเหมือนกับที่คนกล่าวขานจริง ๆ ผิวขาวเนียนเหมือนไข่ปอกยังกับคนอยู่บนดอยทั้ง ๆ ที่ก็เป็นผืนดินอีสานเหมือนกัน”

ความสําคัญอีกประการหนึ่งของพ่อล่ามนั้นต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวาทศิลป์ในการพูดจา ด้านการไกล่เกลี่ย สามารถอบรมสั่งสอนให้ลูกล่ามเป็นคนดีสามารถดําเนินชีวิตคู่ในฐานะผู้เป็นลูกเขย ลูกล่าม เป็นสามีหรือเป็นพ่อในอนาคตที่ดีได้ สิ่งที่สําคัญนั้นก็คือสิ่งใดที่พ่อล่ามเคยปฏิบัติมาแล้วเกิดผลดีไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูลของตนเองและของญาติฝ่ายภรรยา ถือว่าสิ่งเหล่านั้นน่าจะเป็นคําสอนที่ดีที่พ่อล่ามจะนํามาเป็นประสบการณ์ที่น่าจะถ่ายทอดให้กับลูกล่ามได้นําไปเป็นแบบอย่าง ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวผู้ไทนั้น ผู้ที่จะได้รับการทาบทาม หรือพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเป็นพ่อล่ามได้นั้นต้องมีคุณสมบัติมากมาย ซึ่งตามธรรมดาคนทั่วไปอาจจะไม่มีใครที่มีความสมบูรณ์แบบ ครบถ้วนในทุก ๆ ด้าน อาจจะมีจุดบกพร่องหรือข้อตําหนิบ้างในบางเรื่อง แต่คุณสมบัติของพ่อล่ามที่ชนชาวผู้ไทได้บัญญัติไว้ อาทิเช่น ต้องเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะคําว่าเป็นแบบอย่างนี้มันครอบคลุมไปเกือบทุกเรื่องแล้วในชีวิตของความเป็นคนคนหนึ่งตั้งแต่เกิดมา นอกจากนั้น จะต้องมีวิถีการดําเนินชีวิตที่ดี เช่น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เป็นคนเจ้าชู้มีลูกเมียหลายคน มีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุขไม่เป็นหม้าย (นั่นหมายความว่า แม้ว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นคนดี เป็นบุคคลตัวอย่างที่ผู้คนในสังคมให้ความ

เคารพนับถือมากน้อยเพียงใดถ้าขาดภรรยาหรือไม่มีคู่ครองแล้วก็หมดสิทธิ์ที่จะดํารงตําแหน่งพ่อล่ามเพราะไม่สอดคล้องกับคําเต็มของตําแหน่งนี้ ซึ่งในวัฒนธรรมของชนชาวผู้ไทจะเรียกว่า “พ่อล่าม-แม่ล่าม” แต่คนที่มีบทบาทมากที่สุดคือ พ่อล่าม ดังนั้นคนทั่วไปจะนึกถึงพ่อล่ามเพียงตําแหน่งเดียว และอีกคุณสมบัติที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องเคยแต่งงานมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

คุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงเป็นสิ่งสําคัญที่การันตีได้ว่าบุคคลที่จะมาเป็น “พ่อล่าม” นั้น มันเพียงพอที่อบรมบ่มนิสัยเป็นเบ้าหลอมให้กับอีกครอบครัว ๆ หนึ่งให้เป็นครอบครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรองดอง มีความสมานฉันท์ สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสามี-ภรรยา สามารถดําเนินชีวิตได้ตามครรลองคลองธรรม โดยได้รับการอบรมสั่งสอน ดูแลเอาใจใส่ โดยการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างภาคภูมิ เพื่อให้คู่บ่าว-สาวนําไปใช้ในการดําเนินชีวิตและสร้างครอบครัวใหม่ให้ถาวรต่อไป

ความรับผิดชอบและสัมพันธภาพระหว่างพ่อล่ามกับลูกล่าม

เมื่อผ่านพิธีแต่งงานแล้ว ลูกเขยคนใหม่ของชาวผู้ไทยังต้องมีภารกิจสําคัญยิ่ง คือ จะต้องถูกซักถามจากฝ่ายหญิงเพื่อให้สัญญาว่าจะเป็นเขยที่ดี ชาวผู้ไทเรียกว่า “เข้นเขย”หรือ เฆี้ยนเขย”ผู้เข้าร่วมในพิธีนอกจากเจ้าบ่าวแล้วยังมี “พ่อล่าม” ร่วมพิธีด้วย ซึ่งนอกจากจะมาในฐานะพยานแล้ว ยังต้องร่วมรับปากให้คํามั่นสัญญาร่วมกับเจ้าบ่าวด้วย ผู้จะทําหน้าที่เข้นเขยก็ได้แก่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ถ้าเป็นไปได้ก็ใช้พี่ชายของแม่เจ้าสาว หากไม่มีก็ใช้ญาติผู้ใหญ่คนอื่น สาระสําคัญของการซักถามเจ้าบ่าวก็เพื่อจะให้เจ้าบ่าวให้คํามั่นให้ได้ว่าจะเป็นเขยที่ดี ท่ามกลางญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายที่ล้อมวงรับฟังการซักถาม คําถามที่ใช้ซักถามเจ้าบ่าวมักเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตนของเจ้าบ่าวภายหลังการแต่งงานเช่น จะเกียจคร้านหรือไม่ จะซื่อสัตย์ต่อภรรยาหรือไม่ จะให้ความเคารพญาติของฝ่ายผู้หญิงหรือไม่ จะให้เกียรติผู้เป็นภรรยาหรือไม่ เป็นต้น เมื่อทั้งเจ้าบ่าวและพ่อล่ามเอ่ยปากให้คํามั่นแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

หลังพิธี“เข้นเขย”หรือเฆี้ยนเขย” คู่บ่าวสาวและญาติจะออกไปส่งพ่อล่าม-แม่ล่ามจนถึงบ้านเรียกว่า “พิธีส่งล่าม” แล้วสามี-ภรรยาคู่ใหม่จะแบ่งอาหารบางส่วนจากงานแต่งงานของตนมาสมทบที่บ้านพ่อล่าม-แม่ล่ามเพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อที่บ้านของพ่อล่าม-แม่ล่าม งานเลี้ยงนี้เรียกว่า “กินล่าม” เมื่อชาวบ้านที่เป็นญาติของทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะผูกข้อไม้ข้อมือให้กับพ่อล่าม-แม่ล่าม รวมถึงลูกๆของพ่อล่ามแม่ล่ามเสมือนเป็นการสร้างเครือญาติกันเมื่อเรียบร้อย จึงจะถือว่าพิธีแต่งงานเสร็จสมบูรณ์

เมื่อพ่อล่ามได้รับสามีภรรยาคู่ใหม่มาเป็นลูกล่ามให้อยู่ในความดูแลของตนเองตั้งแต่เริ่มต้นนั่นหมายความว่า พ่อล่ามจะต้องให้ความดูแล เอาใจใส่ครอบครัวนี้ตลอดไป โดยการให้ความรัก ความอบอุ่น ดูแลทุกข์ สุข รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาเปรียบเสมือนรับมาไว้ในฐานะ ที่เป็นลูกของตนอีกคนหนึ่ง ซึ่งความรับผิดชอบของพ่อล่ามจะต้องหมั่นไปเยี่ยมเยือนถามสารทุกสุกดิบ ให้คําแนะนําด้านการดําเนินชีวิต ชี้แนะแนวทางในการประกอบอาชีพ แนะแนวทางในการวางแผนชีวิตครอบครัวไม่ให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งชีวิตการครองเรือน แนวทางการปฏิบัติตนระหว่างสามี-ภรรยา หรือหน้าที่ของสามีคืออะไร หน้าที่ของภรรยาคืออะไร การอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมอาจทําให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน พ่อล่ามก็ต้องทําหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย หรือเข้ามามีส่วนช่วยในการสะสางปัญหาต่าง ๆ ให้คลี่คลายลงไปความรับผิดชอบที่เป็นสิ่งที่น่ายกย่องนับถือในบทบาทหน้าที่อันสําคัญของพ่อล่ามในฐานะของผู้ดูแลความเป็นอยู่ การช่วยเหลือเจือจุนด้านการให้ฐานะให้ความมั่นคงในการดํารงชีวิตของลูกล่ามให้มีอยู่มีกิน หาวิธีการยกระดับฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้นทัดเทียมกันคนอื่นในสังคมอย่างไม่ขาดแคลน ทั้งข้าวปลาอาหาร ของกินของใช้หรือเงินทอง รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ โดยสอนให้ครอบครัวของลูกล่ามรู้จักหากินหาใช้ ประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเกินตัว เพราะพ่อล่ามบางคนอาจจะได้รับการทาบทามให้เป็นพ่อล่ามสําหรับชายหนุ่มที่มีกิจการงานที่ไม่มั่นคง มีฐานะไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าพ่อล่ามเป็นคนที่มีฐานะที่ดีกว่าเป็นคหบดีของชุมชนนั้น ๆ มีเงินมีทองมากมาย ผู้คนนับถือ ให้ความเคารพ หรือพ่อล่ามบางคนอาจจะเป็นเกษตรกรที่มีความขยันขันแข็ง มีไร่นาหลายร้อยไร่ แต่ไม่มีแรงงาน ไม่มีผู้ดูแลกิจการต่าง ๆ ให้ เพราะลูกแท้ ๆ ของพ่อล่ามออกเรือนไปหมดแล้วหรือประกอบธุรกิจอื่น ๆ ในต่างถิ่นต่างพื้นที่ จําเป็นต้องอาศัยแรงงานจากลูกล่าม โดยการให้รับผิดชอบกิจการต่าง ๆ แทน ซึ่งจะเป็นความไว้วางใจซึ่งกันและกันของพ่อล่ามกับลูกล่าม จะเห็นได้อยู่เสมอในสังคมชนชาวผู้ไทที่มักจะปฏิบัติดังที่กล่าวมา

ในขณะเดียวกันถ้าหากพ่อล่ามได้รับผิดชอบดูแลลูกล่ามที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีหรือครอบครัวเกษตรกรที่มีไร่นามากมาย มีที่ทํากินไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายก็จะให้ความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันให้เห็นอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเมื่อมีหมากหวานหมากส้ม หรือเมื่อฤดูเก็บเกี่ยว ลูกล่ามคนใดทํานาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ ๆ ก็จะสีข้าวสารใส่กระสอบมามอบให้กับพ่อล่ามเพื่อให้ได้กินข้าวใหม่ที่พึ่งเก็บเกี่ยว มีรสชาติดี หอมหวาน สีขาวสวย เหมาะสําหรับการนํามาเป็นของกํานัลเพื่อตอบแทนคุณแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อล่ามผู้มีพระคุณพ่อล่ามบางคนในบางพื้นที่ มักมีอาชีพเป็นข้าราชการ ไม่มีเวลาในการดูแลกิจการงานภายในครอบครัวของพ่อล่ามได้ ก็มีบ้างเหมือนกันที่ต้องอาศัยลูกล่ามให้มาช่วยงานในบ้าน หรืองานอื่น ๆ ที่พ่อล่ามไม่มีเวลาในการบริหารจัดการในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ จําเป็นต้องขอให้ลูกล่ามรับผิดชอบภาระหน้าที่ทั้งหมดเหล่านั้นแทน พ่อล่ามบางคนมีลูกล่ามที่อยู่ในความดูแลรับเป็นพ่อล่ามมากถึง 7 คู่ก็มี ลูกล่ามแต่ละคนก็มีฐานะแตกต่างกันออกไป บางคนก็ประกอบธุรกิจส่วนตัว บางคนก็รับราชการ หรือเป็นเกษตรกรก็มี พ่อล่ามจะต้องพิจารณาว่าลูกล่ามแต่ละคนมีความสามารถด้านใด หรือเหมาะสมที่จะรับผิดชอบหรือ

แบ่งเบาภาระหน้าที่ใดแทนตนเองได้บ้าง พ่อล่ามบางคนบอกว่าเมื่อถึงคราวจําเป็นต้องอาศัยขอแรงจากพวกลูกล่ามมาใช้แรงงานบ้าง ควบคุมดูแลคนงานแทนบ้าง เพราะบางครั้งงานที่กําลังดําเนินการอยู่นั้นจําเป็นต้องใช้คนที่ไว้วางใจได้ ลูกล่ามที่มีเวลาก็จะอาสามาช่วยดูแลงานแทนให้อย่างไม่อิดออด หรือหวังค่าจ้างแรงงานแต่อย่างใด พ่อล่ามคนนี้เคยเปรียบเปรยเชิงติดตลกว่า “…ลูกล่ามบางคนเอาใจใส่ดูแลเรายิ่งกว่าที่ลูกของเราแท้ ๆ ทําทุกอย่างให้อย่างไม่ปริปากพูดอะไร ไม่แสดงให้เห็นว่าเหน็ดเหนื่อย หรือเบื่อหน่ายกับเราเลย…”

การสร้างความปรองดองในครอบครัวของลูกล่าม

                          ปัญหาอันดับหนึ่งของครอบครัวก็คือการไม่ปรองดอง ความแตกแยกในครอบครัวเป็น

ความทุกข์อย่างมาก ทั้งของผู้มีครอบครัวเอง ทั้งของลูกหลาน ทั้งของญาติพี่น้อง แต่ความปรองดองกัน

ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เห็นอกเห็นใจกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสําคัญในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัว

มีความสมานสามัคคีกันดี ก็พอต่อสู้ปัญหาอื่นได้ เหมือนคนที่มีร่างกายแข็งแรงกําลังวังชาดีแม้จะมีภาระ

หนักก็พอเข็นไปได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้าร่างกายไม่ดี กําลังวังชาไม่ดี แม้มีของเล็กน้อยก็เข็นไปไม่ได้เพราะ

ไม่มีกําลัง หลักทางรัฐศาสตร์ได้บอกเราว่า ครอบครัวเป็นรากฐานสําคัญของสังคมและของรัฐ

ถ้าครอบครัวไม่ดี เปรียบเหมือนต้นไม้ที่รากเน่า ลองนึกภาพดูว่าต้นไม้ที่รากเน่า แม้จะรดน้ำต้นไม้สัก

เท่าไหร่ บํารุงมันสักเท่าไหร่ อย่างไร รากมันเน่าเสียแล้ว ถ้าแก้ไขที่รากไม่ได้ก็หมดหวัง ที่จะให้ต้นไม้

ต้นนั้นเจริญเติบโตต่อไปได้ มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว” (วศิน อินทสระ. ม.ป.ป. : เว็ปไซต์)

การกระทบกระทั่งกัน การไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ทําให้เกิดการไม่ยอมรับจนเกิดปัญหาการ

ขัดแย้งกันขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าหากคู่สามี-ภรรยายอมและยอมรับซึ่งกันและกัน ทางที่ดีคู่

สมรสจะต้องเกรงใจกัน ถนอมน้ำใจกัน เสียสละให้แก่กันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

ก็จะทําให้เกิดความราบรื่น สงบสุขในครอบครัว ถ้าเหตุการณ์ในครอบครัวไม่เป็นไปตามที่คาดหมายของ

คนรอบข้าง จึงจําเป็นต้องมีบุคคลที่เป็นกลางมาทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

พ่อล่ามต้องทําหน้าที่เป็นตุลาการที่มีอํานาจในการตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นระหว่างสามี

ภรรยาให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรมตามหน้าที่ ในเรื่องปัญหาของครอบครัวที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น

เรื่องกระทบทั่งกันเล็กน้อยเหมือนลิ้นกับฟันเพราะด้วยความที่ทั้งคู่ยังใหม่การศึกษาเรียนรู้ดูใจกันนั้น

อาจจะยังไม่ทะลุปรุโปร่ง บางครั้งอาจจะมีการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (ในกรณีคู่สามีที่เพิ่งแต่งงาน

กัน) ทําให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งขึ้นเสียงเถียงกันตามประสา เหตุการณ์เหล่านี้พ่อล่ามต้องเข้าไป

สอบถามหาสาเหตุแห่งปัญหาเมื่อทราบแล้วก็จะหาวิธีการไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างกันขึ้น

และให้เหตุผลที่ไม่เข้าข้างคนใดคนหนึ่ง นอกจากนั้นพ่อล่ามจําเป็นต้องหยั่งเสียงหรือโดยหินถามทางถึง

ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นความปรองดองเพียงชั่วคราวหรือถาวร ต้องหมั่นสังเกตว่าปัญหา

ระหองระแหงนั้นจะปะทุขึ้นอุกเมื่อใดตามปกติทั่วไป จะพบว่าสาเหตุพ่อล่ามต้องแสดงบทบาทหน้าที่ตุลาการศาลตัดสินคดีความเล็ก ๆ น้อยเช่นนี้นั้นปัญหาที่เกิดขึ้นทําให้ครอบครัวอยู่กันอย่างไม่สงบสุข มีเรื่องราวที่เดือดเนื้อร้อน

ใจนั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้เป็นสามีหรือลูกล่ามนั่นเอง ซึ่งอาจเกิดมาจากการคบเพื่อนฝูงจนลืมไปว่าตนเองนั้นได้แต่งงานมีเหย้ามีเรือนมีภรรยา (บางคนอาจเพิ่งมีลูกตัวเล็ก ๆ) ที่คอยอยู่บ้านเพียงคนเดียว (เพิ่งแยกเรือนออกมาอยู่กันเพียงลําพังนั่นเอง) ซึ่งความว้าเหว่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะผู้หญิงชาวผู้ไทส่วนใหญ่มักจะทําหน้าที่เป็นภรรยา หรือแม่บ้านที่ดีต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ใน “ฮีต” ใน “ครอง” ของวัฒนธรรมประเพณีชาวผู้ไทนั่นเอง แต่สามีบางคนอาจจะไม่เคร่งครัดในวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนมากเท่าไหร่ อาจเนื่องมาจากที่ตนเองเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนนี้ใหม่ ๆ ยังเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีการดําเนินชีวิตของชุมชนไม่ถ่องแท้ เขยใหม่บางคนอาจไม่ซาบซึ้ง เข้าถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนที่ตนเองเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่นั้น

วัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้

การอบรมสั่งสอนเรื่องการหาอยู่หากิน ในอดีตนั้นจะมีการอบรมสั่งสอนโดยประสบการณ์ตรง คือ ให้ลงมือปฏิบัติ แล้วพ่อแม่หรือปู่ย่าอยู่ข้างๆคอยบอก ซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยตรงและบางทีก็อาจให้ช่วยงานซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยอ้อม เช่น พาไปตัดไม่ไผ่มาจักสาน ทำให้ลูกรู้ชนิดของไม้ที่เหมาะแก่การจักสานภาชนะต่างๆ ไม้ไผ่ ไม้ไร่ยอดด้วนจะไม่ใช้จักสาน เพราะผุง่ายและมอดชอบ ลูกสาวก็อาจใช้ช่วยทอหูก ช่วยจับนั่นจับนี่ พาไปหากิน ทำให้ลูกมีประสบการณ์มากขึ้น แต่ก็มีลูกบางคนที่ไม่ต้องเรียกมาสอน แต่มีความทะยานอยากจะทำเองเห็นพ่อเห็นแม่ทำงานค้างไว้ พ่อแม่ไม่อยู่ก็ไปทำต่อ พ่อแม่เห็นแววก็จับมาสอนโดยตรงหรือบางที่ก็อาจไปถามคนอื่นที่เขาเป็น
ในอดีตเป็นความจริงอย่างหนึ่งว่า ผู้ชายที่ทำอะไรเป็นหลายอย่างตั้งแต่เป็นหนุ่ม เช่น ถางไม้ สร้างบ้าน ไถนา สร้างแอก จักสาน ชายผู้ไทยที่สามารถทำอยู่ทำกินเป็นตั้งแต่เป็นหนุ่มโสด จะเป็นที่หมายปองของผู้ที่มีลูกสาว แม้กระทั่งผู้ใหญ่ชมความสามารถก็มักจะทำนองว่า “ โอ้…เอ็ดเวะเป๋นพอเอาลุเอาเมแล้ว” ( โอ้…ทำงานเป็นพอเอาลูกเอาเมียแล้ว ) ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อแต่งงานไปก็สร้างเนื้อสร้างตัวได้ไว เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพ่อตาแม่ยายและญาติๆทั้งหลายฝ่าย ในตอนใกล้จะแต่งงานเป็นอีกช่วงหนึ่งที่บรรดาลูกๆ จะได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักการครองเรือนเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ในวันแต่งงานผู้ชายจะได้รับการอบรมก่อนจะเข้าพาขวัญ คือ ฝ่ายลุงตา ( ญาติฝ่ายเจ้าสาว ) จะ “ เฆี่ยน ” คือ กล่าวสั่งสอนในทุกๆด้านให้เป็นพ่อเรือนที่ดีมีความขยันมานะพยายามในการสร้างครอบครัว เป็นต้น
ในปัจจุบันการอบรมสั่งสอนได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการศึกษาเจริญมากขึ้นลูกหลานทั้งหลายเอาแต่มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจะเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพของบิดาให้เป็นอาชีพอื่นที่ดีขึ้น การอบรมสั่งสอนจะเป็นหน้าที่ของครูในโรงเรียน ไม่ว่าทางศีลธรรมจรรยา การทำมาหากิน มีหลักสูตรในสถานศึกษารองรับแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่หาเงินเพื่อส่งลูกเรียน แต่ทั้งนี้ไม่ว่าพ่อแม่จะละเลยไม่อบรมสั่งสอนเสียเลย มีโอกาสก็สั่งสอนบ้าง แต่ไม่บ่อยเหมือนสมัยอดีตเพราะลูกไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ดังนั้นการให้การอบรมสั่งสอนลูกหลานจึงเป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ พร้อมทั้งปู่ย่า ตายาย จะแยกกล่าวดังนี้
การอบรมลูกชาย ในอดีตอบรมให้รู้จักหน้าที่พ่อเรือน ให้รู้จักการหาความรู้เกี่ยวกับการครองชีพครองเรือน ตลอดจนอบรมจรรยามารยาทด้วย เช่น สอนให้รู้การจักสาน การจัดหาจัดทำเครื่องมือการเกษตรเช่น ทำแอก ทำไถ สอนให้ขยันทำมาหากิน ซึ่งได้กล่าวแล้วในบทบาทของสมาชิกในครอบครัว
ในปัจจุบันก็ยังอบรมเช่นกันกับในอดีต เพียงแต่ว่าแนวทางด้านความรู้เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตัวนั้นเปลี่ยนแปลงไป และสถานที่หาความรู้นั้นเปลี่ยนจากหาความรู้ในครอบครัวเป็นหาความรู้จากสถาบันต่างๆมากมาย
การอบรมลูกสาว ในสมัย 40 ปีที่ผ่านมาการอบรมลูกสาวในเบื้องแรกนั้นเป็นการอบรมให้รู้จักรักนวลสงวนตัว หญิงสาวจะไม่ยอมให้ผู้ชายจับมือถือแขนได้แม้กระทั่งผ่านเข้าใกล้ก็ต้องระวังตัว เคยมีบ่อยๆที่มีการปรับไหมกันเมื่อผู้ชายแกล้งถูกเนื้อต้องตัวหญิงหล่อนจะได้รับการสั่งสอนว่า “ ไคมิแต๊ะเซอมือ อย่าเฮ่อชายมาจับมาต้อง ” ( ไข่ไม่แตกใส่มือ ยังไม่แต่งงาน อย่าให้ชายแตะต้อง) ถ้าชายขืนแตะต้องโดยเจตนาจะต้อง “ ทึแหนเสไก่ ทึบ่าไลเสหมู ทึทังเน้อทั้งโต๋เสแม้โงโต๋ควาย ” ( ถูกแขนเสียไก่ ถูกบ่าไหล่เสียหมู ถูกทั้งเนื้อทั้งตัวเสียแม่วัวตัวควาย ) อันดับต่อมาก็สอนให้รู้จักหน้าที่แม่บ้าน ให้รู้จักเก็บกวาดบ้านเรือน “ เบิงลุ้มเบิงเท็ง ” ( ดูลุ่มดูบน ) ให้รู้จักเรือนสามน้ำสี่ ( เรือนสาม ได้แก่ เรือนนอน เรือนครัว และเรือนผม) น้ำสี่ ได้แก่ น้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำปูน ( สมัยนั้นผู้หญิงกินหมาก) และน้ำคำ นอกจากนี้ยังสอนการอิ้วฝ้าย ดีดฝ้าย ทอผ้า คือ ให้รู้จักการตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม เช่น ทอหมอนขวิด ( ผู้ไทยว่า “ เก็บหมอน ”) เย็บหมอน ทำผ้าห่ม ทำฟูกที่นอน ทอผ้าขาวม้า เรื่องการทำหมอน ผ้าห่ม ที่นอน ( ผู้ไทยเรียก สานะ ) ผ้าขาวม้าชายผู้ไทยจะเน้นมาก พ้นหน้านาไม่ว่าผู้สาวหรือผู้เฒ่าก็จะพากันทำในสิ่งเหล่านี้ หญิงสาวใดแต่งงานถ้ามีสิ่งเหล่านี้น้อยจะถูกกล่าวขวัญนินทามาก เพราะแสดงถึงความขี้เกียจ หญิงสาวบางคนก่อนแต่งงานจะมีไว้แล้วอย่างละประมาณ 50-60 ผืน ที่ขี้เกียจหน่อยก็มีอย่างละประมาณ 15-20 ผืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นของ “ สมมา ” ในวันแต่งงานที่เหลือก็จะเอาไปใช้ในครอบครัวใหม่ของตน แล้วก็เริ่มสร้างเพิ่มเติมอีก
%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2ในสมัยปัจจุบันในเรื่องการรักนวลสงวนตัวเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามา หญิงสาวชายหนุ่มจะไปไหนมาไหน 2 ต่อ 2 จะจับมือถือแขนกันก็ไม่ค่อยจะถือกันแล้ว ดังที่เห็นๆกันอยู่ ส่วนการสร้างเครื่องนุ่งห่ม 4 อย่างที่กล่าวมานั้นมีเปลี่ยนแปลงไปตรงที่ว่า แม่เป็นผู้สร้างไว้ให้หรือซื้อเอา เพราะลูกสาวมีภาระในเรื่องการเรียนหนังสือหรือไปทำงานต่างถิ่น เดี๋ยวนี้หญิงสาวที่ปั่นฝ้ายเป็น ทอผ้าเป็น หายากแล้ว และนับวันจะลดลงไปเรื่อยๆ