วัฒนธรรมทางด้านภาษา

ภาษาภูไทและถิ่นกำเนิดภูไท

เนื่องจากเป็นบ้านของชาวผู้ไทย ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาผู้ไทยและยังคงรักษาภาษาผู้ไทยไว้ได้ด้วยดีตลอดมา
ภาษา ผู้ไทยเป็นภาษาที่พูดแปร่งไปจากภาษาลาวและภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเขียนได้ เพราะหลายคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด นอกจากจะฟังด้วยหูเท่านั้น จะยกตัวอย่างคำบางคำที่พอจะอธิบายเป็นภาษาเขียนได้พอใกล้เคียง ดังนี้
1. คำที่มีสระ เ-ีย , เ-ือ , -ัว จะเป็นสระ เ-, เ-อ, โอ เช่น
เมีย – เม , เขียน – เขน , เขียด – เคด ,
เสื่อ – เสอ , เลือด – เลิด , เมือง – เมิง ,
ผัว – โผ , ด่วน – โดน , สวน – โสน
2. สระ ไ, ใ, -ัย บางคำจะเป็นสระ เ-อ เช่น
ใต้ – เต้อ ( เสียงแปร่งอยู่ระหว่างวรรรณยุกต์เอกและโท คือ .่……)
ใส่ – เชอ
ให้ ( สิ่งของ ) – เห้อ ( เสียงแปร่ง )
ใหม่ – เมอ
3. พยัญชนะ ข บางคำจะเป็นตัว ห เช่น
เขียง – เหง
ขาย – หาย
ของเขา – หองเหา
เขา ( สัตว์ ) – เหา
4. พยัญชนะ ร จะเป็น ฮ เช่น
เรือ – เฮือ เรือน – เฮือน รอย – ฮอย
ร้อง – ฮ้อง รีบ – ฮีบ
5. บางคำที่สะกดด้วย ก. ไก่ จะไม่มีเสียงตัวสะกดและสระจะเป็นสระเสียงสั้น เช่น
แตก – แต้ะ แบก – แบ้ะ ผูก – พุ
สาก – ซะ ปาก – ป้ะ
6. บางคำที่มีเสียงสระ –ึ จะเป็นเสียงสระ เ-อ เช่น
ลึก – เล็ก ผึ้ง – เผิ่ง ( เสียงแปร่ง = .่…๋…้.)
7. บางคำมีคำเรียกเฉพาะที่ไม่มีเค้าทางภาษาไทยเลย เช่น
สิ่งของหาย – เฮ้ หายเจ็บหายไข้ – ดี๋เจ็บดี๋ไข้ ( แปร่ง )
ท้ายทอย – กะด้น ( แปร่ง ) หัวเข่า – โหโค้ย
ผิดไข้ – มึไข้ ( แปร่ง ) ตาตุ่ม – ป๋อมเพอะ
ไปไหน – ไป๋ซิเลอ ผู้ใด – ใคร – เพอ
อยากกินข้าว – เยอะกิ๋นข้าว ( แปร่ง )
ฯลฯ
คำ ว่า บางคำ นั้น หมายถึงว่าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาทุกคำ ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง มีลาวอีสานที่มาอยู่ถิ่นผู้ไทยใหม่ๆก็หัดเรียนภาษาผู้ไทย ตอนสระไอเป็นสระเออ ผู้สอนคงไม่บอกข้อยกเว้น พอแกเหลียวไปเห็นไก่ตีไก่ก็ร้องลั่นขึ้นว่า “ นั่นเกอตี๋เกอ ” ก็เลยเกิดฮาครืนขึ้นมา เพราะว่า “ ไก่ ” ก็เรียกว่าไก่อยู่ แต่ตัดไม้เอกออกเป็น “ ไก่ ” ( แปร่งนิดๆ )
หากนำคำภาษาผู้ไทยมาเปรียบ เทียบกับภาษากรุงเทพฯ ซึ่งเพิ่งมีการติดต่อกันไม่นานผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ก็พบว่าคำในภาษา 2 กลุ่มนี้มีเหมือนกันถึงร้อยละ 36.73 คล้ายกันร้อยละ 36.05 คำที่คล้ายกันมีทั้งคล้ายกันมาก เช่น ไก่ – ไก ตา – ต๋า นิ้วกลาง – นิ้วกาง ปืน – ปื้น บางคำก็คล้ายกันมนระดับปานกลาง เช่น ปาก – ปะ เสื้อ – เชอ บางคำก็คล้ายกันเล็กน้อย เช่น แขน – แหน ขา – หา บันได – คันได๋ บวบ – มะโบ้บ ส่วนที่ต่างกันมีร้อยละ 27.21 เช่น มะละกอ – มะฮุง ฟักทอง – มะจู้บ ส้มโอ – มะเก๊ง พระ – ญาคู เณร – โจ๋น้อย ช้อน – โบง ทำ – เอ๊ด หากรวมคำที่เหมือนและคล้าย พบว่ามีถึงร้อยละ 72.78 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาษาผู้ไทยกับภาษากรุงเทพฯเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน อย่างแน่นอน ส่วนคำที่แตกต่างกันนั้นเป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ใกล้กันยังไม่ได้ รับศาสนาพุทธ จึงเรียกคำว่าพระและเณรต่างกันมาก ต่างกลุ่มก็เรียกต่างกันไป
เช่น เดียวกับผักผลไม้บางชนิดที่เรียกต่างกันมาก ดังที่ได้ยกมาข้างบน เป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ด้วยกันไม่มีมะละกอ ฟักทอง ส้มโอ ต้นไม้ 3 ชนิดนี้คนไทยอาจรับเข้ามาภายหลังที่แยกตัวออกไปตามที่ต่างๆแล้ว
ส่วนคู่ เปรียบเทียบคำในภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยอีสาน ก็พบว่าเหมือนกันร้อยละ 37.67 คล้ายกันร้อยละ 52.14 หากรวมเข้าด้วยกันเท่ากับร้อยละ 89.81 ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยอีสานเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่ใกล้กันมาก มีแตกต่างกันเพียงร้อยละ 12.86 จึงเป็นไปได้มากกว่าคน 2 กลุ่มนี้อยู่บริเวณเดียวกันมาก่อน ดังที่กล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองแถง มาแยกกันเมื่อคนลาวอพยพมาตั้งรกรากในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงจากหลวงพระบางลงมา ทางเวียงจันทน์และแอ่งสกลนคร ส่วนกลุ่มผู้ไทยก็ยังอยู่บริเวณสิบสองจุไท และยังขึ้นกับลาวตลอดมาด้วยภาษาจึงใกล้เคียงกันมาก
ส่วนคู่เปรียบเทียบคำ ในภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยดำ มีคำเปรียบเทียบกันน้อย แต่ศึกษาผ่านงานของผู้อื่น จากคำทั้งหมด 89 คำ พบว่าเหมือนกันร้อยละ 34.83 คล้ายกันร้อยละ 44.94 รวมร้อยละ 79.77 แตกต่างกันเพียงร้อยละ 20.22 จึงอาจสรุปได้ว่าภาษาของคน 2 กลุ่มนี้ตระกูลเดียวกันและคงอยู่บริเวณเดียวกันมาก่อนด้วย แต่ได้แยกกันมา 200 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ไทยบ้านหนองโอใหญ่นี้แยกจากเมืองแถงไปอยู่เมืองวัง เมืองคำอ้อ แล้วจึงอพยพมาอยู่ที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ส่วนผู้ไทยดำกลุ่มที่ให้ข้อมูล แยกจากเมืองแถงไปอยู่เชียงขวาง จากเชียงขวางไปอยู่บ้านอีไล ในแขวงเวียงจันทน์และในที่สุดก็อพยพมาอยู่ที่ศูนย์ผู้อพยพจังหวัดหนองคายใน ปี 2518 ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ศตวรรษที่ 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ติดต่อกันและต่างฝ่ายก็รักษาภาษาของกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียง เช่น รองเท้า ผู้ไทยเรียก เกิ้บ แต่ผู้ไทยดำเรียก ฮาย ซึ่งน่าจะเป็นภาษาญวน ญวนเรียกรองเท้าว่า ไย่ บางคำอาจจะคิดขึ้นภายหลังจากแยกย้ายออกไปจากเมืองแถงแล้ว เช่น กระดุม ภาษาผู้ไทยเรียกว่า มะติง แต่ภาษาผู้ไทยดำเรียก มะห่อ แต่อย่างไรก็ตามคำหลักๆของสองภาษานี้คล้ายกันมาก

วัฒนธรรมการถ่ายทอดความรู้

การอบรมสั่งสอนเรื่องการหาอยู่หากิน ในอดีตนั้นจะมีการอบรมสั่งสอนโดยประสบการณ์ตรง คือ ให้ลงมือปฏิบัติ แล้วพ่อแม่หรือปู่ย่าอยู่ข้างๆคอยบอก ซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยตรงและบางทีก็อาจให้ช่วยงานซึ่งเป็นการสั่งสอนโดยอ้อม เช่น พาไปตัดไม่ไผ่มาจักสาน ทำให้ลูกรู้ชนิดของไม้ที่เหมาะแก่การจักสานภาชนะต่างๆ ไม้ไผ่ ไม้ไร่ยอดด้วนจะไม่ใช้จักสาน เพราะผุง่ายและมอดชอบ ลูกสาวก็อาจใช้ช่วยทอหูก ช่วยจับนั่นจับนี่ พาไปหากิน ทำให้ลูกมีประสบการณ์มากขึ้น แต่ก็มีลูกบางคนที่ไม่ต้องเรียกมาสอน แต่มีความทะยานอยากจะทำเองเห็นพ่อเห็นแม่ทำงานค้างไว้ พ่อแม่ไม่อยู่ก็ไปทำต่อ พ่อแม่เห็นแววก็จับมาสอนโดยตรงหรือบางที่ก็อาจไปถามคนอื่นที่เขาเป็น
ในอดีตเป็นความจริงอย่างหนึ่งว่า ผู้ชายที่ทำอะไรเป็นหลายอย่างตั้งแต่เป็นหนุ่ม เช่น ถางไม้ สร้างบ้าน ไถนา สร้างแอก จักสาน ชายผู้ไทยที่สามารถทำอยู่ทำกินเป็นตั้งแต่เป็นหนุ่มโสด จะเป็นที่หมายปองของผู้ที่มีลูกสาว แม้กระทั่งผู้ใหญ่ชมความสามารถก็มักจะทำนองว่า “ โอ้…เอ็ดเวะเป๋นพอเอาลุเอาเมแล้ว” ( โอ้…ทำงานเป็นพอเอาลูกเอาเมียแล้ว ) ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อแต่งงานไปก็สร้างเนื้อสร้างตัวได้ไว เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพ่อตาแม่ยายและญาติๆทั้งหลายฝ่าย ในตอนใกล้จะแต่งงานเป็นอีกช่วงหนึ่งที่บรรดาลูกๆ จะได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักการครองเรือนเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ในวันแต่งงานผู้ชายจะได้รับการอบรมก่อนจะเข้าพาขวัญ คือ ฝ่ายลุงตา ( ญาติฝ่ายเจ้าสาว ) จะ “ เฆี่ยน ” คือ กล่าวสั่งสอนในทุกๆด้านให้เป็นพ่อเรือนที่ดีมีความขยันมานะพยายามในการสร้างครอบครัว เป็นต้น
ในปัจจุบันการอบรมสั่งสอนได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการศึกษาเจริญมากขึ้นลูกหลานทั้งหลายเอาแต่มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อจะเปลี่ยนอาชีพจากอาชีพของบิดาให้เป็นอาชีพอื่นที่ดีขึ้น การอบรมสั่งสอนจะเป็นหน้าที่ของครูในโรงเรียน ไม่ว่าทางศีลธรรมจรรยา การทำมาหากิน มีหลักสูตรในสถานศึกษารองรับแล้ว พ่อแม่มีหน้าที่หาเงินเพื่อส่งลูกเรียน แต่ทั้งนี้ไม่ว่าพ่อแม่จะละเลยไม่อบรมสั่งสอนเสียเลย มีโอกาสก็สั่งสอนบ้าง แต่ไม่บ่อยเหมือนสมัยอดีตเพราะลูกไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ดังนั้นการให้การอบรมสั่งสอนลูกหลานจึงเป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ พร้อมทั้งปู่ย่า ตายาย จะแยกกล่าวดังนี้
การอบรมลูกชาย ในอดีตอบรมให้รู้จักหน้าที่พ่อเรือน ให้รู้จักการหาความรู้เกี่ยวกับการครองชีพครองเรือน ตลอดจนอบรมจรรยามารยาทด้วย เช่น สอนให้รู้การจักสาน การจัดหาจัดทำเครื่องมือการเกษตรเช่น ทำแอก ทำไถ สอนให้ขยันทำมาหากิน ซึ่งได้กล่าวแล้วในบทบาทของสมาชิกในครอบครัว
ในปัจจุบันก็ยังอบรมเช่นกันกับในอดีต เพียงแต่ว่าแนวทางด้านความรู้เพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตัวนั้นเปลี่ยนแปลงไป และสถานที่หาความรู้นั้นเปลี่ยนจากหาความรู้ในครอบครัวเป็นหาความรู้จากสถาบันต่างๆมากมาย
การอบรมลูกสาว ในสมัย 40 ปีที่ผ่านมาการอบรมลูกสาวในเบื้องแรกนั้นเป็นการอบรมให้รู้จักรักนวลสงวนตัว หญิงสาวจะไม่ยอมให้ผู้ชายจับมือถือแขนได้แม้กระทั่งผ่านเข้าใกล้ก็ต้องระวังตัว เคยมีบ่อยๆที่มีการปรับไหมกันเมื่อผู้ชายแกล้งถูกเนื้อต้องตัวหญิงหล่อนจะได้รับการสั่งสอนว่า “ ไคมิแต๊ะเซอมือ อย่าเฮ่อชายมาจับมาต้อง ” ( ไข่ไม่แตกใส่มือ ยังไม่แต่งงาน อย่าให้ชายแตะต้อง) ถ้าชายขืนแตะต้องโดยเจตนาจะต้อง “ ทึแหนเสไก่ ทึบ่าไลเสหมู ทึทังเน้อทั้งโต๋เสแม้โงโต๋ควาย ” ( ถูกแขนเสียไก่ ถูกบ่าไหล่เสียหมู ถูกทั้งเนื้อทั้งตัวเสียแม่วัวตัวควาย ) อันดับต่อมาก็สอนให้รู้จักหน้าที่แม่บ้าน ให้รู้จักเก็บกวาดบ้านเรือน “ เบิงลุ้มเบิงเท็ง ” ( ดูลุ่มดูบน ) ให้รู้จักเรือนสามน้ำสี่ ( เรือนสาม ได้แก่ เรือนนอน เรือนครัว และเรือนผม) น้ำสี่ ได้แก่ น้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำปูน ( สมัยนั้นผู้หญิงกินหมาก) และน้ำคำ นอกจากนี้ยังสอนการอิ้วฝ้าย ดีดฝ้าย ทอผ้า คือ ให้รู้จักการตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม เช่น ทอหมอนขวิด ( ผู้ไทยว่า “ เก็บหมอน ”) เย็บหมอน ทำผ้าห่ม ทำฟูกที่นอน ทอผ้าขาวม้า เรื่องการทำหมอน ผ้าห่ม ที่นอน ( ผู้ไทยเรียก สานะ ) ผ้าขาวม้าชายผู้ไทยจะเน้นมาก พ้นหน้านาไม่ว่าผู้สาวหรือผู้เฒ่าก็จะพากันทำในสิ่งเหล่านี้ หญิงสาวใดแต่งงานถ้ามีสิ่งเหล่านี้น้อยจะถูกกล่าวขวัญนินทามาก เพราะแสดงถึงความขี้เกียจ หญิงสาวบางคนก่อนแต่งงานจะมีไว้แล้วอย่างละประมาณ 50-60 ผืน ที่ขี้เกียจหน่อยก็มีอย่างละประมาณ 15-20 ผืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นของ “ สมมา ” ในวันแต่งงานที่เหลือก็จะเอาไปใช้ในครอบครัวใหม่ของตน แล้วก็เริ่มสร้างเพิ่มเติมอีก
%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2ในสมัยปัจจุบันในเรื่องการรักนวลสงวนตัวเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามา หญิงสาวชายหนุ่มจะไปไหนมาไหน 2 ต่อ 2 จะจับมือถือแขนกันก็ไม่ค่อยจะถือกันแล้ว ดังที่เห็นๆกันอยู่ ส่วนการสร้างเครื่องนุ่งห่ม 4 อย่างที่กล่าวมานั้นมีเปลี่ยนแปลงไปตรงที่ว่า แม่เป็นผู้สร้างไว้ให้หรือซื้อเอา เพราะลูกสาวมีภาระในเรื่องการเรียนหนังสือหรือไปทำงานต่างถิ่น เดี๋ยวนี้หญิงสาวที่ปั่นฝ้ายเป็น ทอผ้าเป็น หายากแล้ว และนับวันจะลดลงไปเรื่อยๆ

การใช้ชีวิตประจำวัน

59618การกิน เรื่องการกินชาวผู้ไทยนับว่าเป็นผู้ที่กินง่ายที่สุด ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการกินขอให้มีข้าวเหนียวไว้ในกระติบก็พอ “ หน่อไม้เค็ม ” ( หน่อไม้หมักเกลือโรยข้าวสารนิดๆ ) ที่อยู่ในไหกินกับข้าวเหนียวอิ่มท้องแล้วอยู่ได้ ทำงานได้ หรือข้าวเหนียวคลุกเกลือหรือ “ จ้ำปลาแดก ” อึ่งอาง กบ เขียด ทุกชนิดผู้ไทยกินหมดแมลงต่างๆนานาชนิดผู้ไทยกินได้ (มียกเว้นบางชนิด ) อย่างแมลงเม่ามาตอมไฟผู้ไทยเอาน้ำใส่กะละมังมารอง เมื่อได้มากแล้วเอาไปคั่วโรยเกลือกินกับข้าวได้ ดังนี้เป็นต้น
ดังนั้น เรื่องอาหารการกินของผู้ไทยจึงไม่ค่อยอดค่อยอยาก แต่ทั้งนี้ต้องมองเฉพาะผู้ที่มีความขยันหาและมีเวลาหาด้วย ผู้ที่ไม่ขยันและไม่มีเวลาก็มีบ้างอดบ้างเป็นธรรมดา
แหล่งที่มาของอาหาร การกิน ชาวผู้ไทยเป็นชนเผ่าที่พิถีพิถันในเรื่องการเลือกทำเลที่จะตั้งหมู่บ้านมาก จะต้องเป็นที่ราบใกล้ภูเขาหรือแหล่งน้ำ “ ฮึ่นภูเฮ่อได้กะแต๋กะเฮาะ เลาะฮิมโห้ยเฮ่อได้ผักต๋าเป้ะผักหนามลงเน่อน้ำเฮ่อได้ป๋า ปู๋ จุ้ง หอย ” ( ขึ้นภูให้ได้กระแตกระรอก เลาะริมห้วยให้ได้ผักหนาม ลงน้ำให้ได้ปลา ปู กุ้ง หอย )
ในอดีตแหล่งอาหารก็ใกล้บ้านนั่นเอง พวกสัตว์บกสัตว์น้ำมีมากมาย เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต มีให้เห็นอยู่ทุกวัน แต่ว่าสมัยนั้นเครื่องมือจับสัตว์ยังไม่ทันสมัย มีแต่หน้าไม้ยิงกระรอกกระแต อยากกินหมูป่าหรือเก้งต้องระดมชายฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้านออกล่า ใครมีปืนแก็ป ( ซึ่งหายากเต็มที) ก็เอาไป ใครมีหอกก็เอาหอก บางครั้งก็ใช้ “ เป๊าะน้าง ” ( ดักตาข่าย ) พากันไล่หมูป่าหรือเก้ง ตะล่อมให้ไปติดตาข่ายแล้วใช้หอกแทง กว่าจะได้มาก็ลำบากพอสมควร แต่ก็ตื่นเต้นด้วย สัตว์น้ำ ปู กุ้ง หอย หาได้ง่าย ปลามีกินบ่อยตอนหน้าฝน หน้าแล้งก็อาศัยการทอดแห แหสมัยนั้นสานด้วยด้ายที่แม่บ้านปั่นให้ เส้นใหญ่เทอะทะ หว่านลงไปจะจม ช้าไม่ค่อยจะทันปลาใหญ่ กบ เขียด อึ่งอ่าง ในหน้าฝนมีมากมาย คืนฝนตก กบ เขียด อึ่งอ่าง ร้องก็ออกไปจับ แต่ไม่ได้มากเพราะไฟที่จะส่องก็ใช้ไฟ “ กะบ๋อง ” ( ใต้ ) แสงไม่สว่างเห็นไม่ไกล
พืชผักต่างๆมีมาก ทั้งพืชบ้าน พืชสวน พืชป่า พืชบ้านได้แก่ ผักกุ่ม กระถิ่น ตำลึง ฯลฯ พืชสวนก็มี ยอดบวม ยอดฟักทอง เผือก มัน เป็นต้น พืชป่าก็มีผักหวาน เห็ดต่างๆที่กินได้ หน่อไม้ ดอกกระเจียว มีผญาคำสอนบทหนึ่งว่า “ อย่าไป๋เก็บดอกหว่านบ้านเพิ๋นมาบ๋าน เฮ่อเจ้ายื๋นงอยชานเก็บดอกกะเจ๋วฮิมโฮ้ ” ( อย่าไปเก็บดอกหว่านบ้านอื่นมาบ้าน ให้เจ้ายืนที่ชานเก็บดอกกระเจียวริมรั้ว ) ชี้ให้เห็นว่าสมัยก่อนดอกกระเจียวก็เก็บเอาที่ริมรั้วติดกับชานบ้าน แสดงว่าอุดมสมบูรณ์มากจริงๆ

อาหารจำพวกเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู วัว ควาย สมัยอดีตไม่ค่อยได้กิน หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย มีมากมาย แต่ไม่มีใครฆ่ากิน อาจจะเป็นเพราะเคร่งศีลธรรมก็ได้นานๆที เช่น มีงานบุญ บุญกฐิน บุญพระเวส ฆ่าทีหนึ่ง ผู้ที่ฆ่าขายก็หายากเต็มที ฆ่าแล้วก็ไม่ค่อยมีผู้ซื้อ สมัย 40 ปีมาแล้วเนื้อวัวควายราคาถูกมาก ซื้อ 10 บาทได้เนื้อ 1 หาบ หมูโตเต็มที่ตัวละ 200 บาท ไก่ ตัวใหญ่ตัวละ 5 บาท ในสมัยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนมากขึ้นของกินก็หายาก ระบบการซื้อขายเข้ามา ผู้คนจึงหาซื้อกันที่ตลาดเป็นส่วนมาก แต่ผู้ที่ขยันหาจริงๆก็หาได้พอกินพอขายด้วย
การปรุง ผู้ปรุง การปรุงอาหารก็ตามหลักการปรุงอาหารทั่วๆไป คือ จะขาดปลาแดกไม่ได้ และอาหารผู้ไทยจะออกไปทางรสจัดๆการปรุงก็แบบง่ายๆไม่ต้องกำหนดมาตรฐาน ส่วนอาหารบางชนิด เช่น ก้อยเนื้อ ก้อยปลา การปรุงไม่ต้องใช้ไฟเลย กินกันดิบๆ แต่ใส่เครื่องเทศครบ หอมน่ากินมาก จนมีคำพูดหลอกกันเล่นว่า เวลาปรุงก้อยห้ามสูบบุรี่ หรือเอาตะเกียงมาใกล้ กลัวเนื้อจะสุก ส่วนผู้ปรุงอาหารนั้นส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง มีผู้ชายมาช่วยบ้างบางคราว เช่น การปรุงก้อยส่วนมากจะเป็นผู้ชาย
ใน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เปลี่ยนแปลงก็คือ การกินสุกๆ ดิบๆลดลงประมาณ 5-10 % เนื่องจากการรณรงค์ไม่ให้กินสุกๆดิบๆโดยเฉพาะปลา อีกประการหนึ่ง การปรุงอาหารในปัจจุบันนี้ก็ถูกหลักโภชนาการมากขึ้น เนื่องจากได้รับความรู้จากลูกหลานที่เล่าเรียนมาและได้รับการอบรมด้าน โภชนาการจากหน่วยงานสาธารณสุขประจำอำเภอและตำบล
อุปนิสัยในการกิน ชาวผู้ไทยมีอุปนิสัยในการกินแบบเรียบๆง่ายๆดังกล่าวแล้ว และในการกินอาหารก็เหมือนอีสานทั่วๆไป คือ กินข้าวเหนียว นั่งกินกับพื้น ไม่มีช้อนกลาง ช้อน 2-3 คัน เปลี่ยนกันซด ไม่มีห้องอาหารโดยเฉพาะ บางครอบครัวก็กินในห้องครัว บางครอบครัวก็กินที่ระเบียงหน้าบ้าน แต่ที่สำคัญจะไม่วางพาข้าวไว้ใต้ขื่อบ้าน ถือเป็นเรื่อง “ คะลำ ” ( ข้อห้าม )
ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มาก บางครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยก็มีโต๊ะอาหาร
( บางทีกินข้าวเจ้า) คือ พยายามปรับตัวเหมือนกับคนภาคกลาง
ความเชื่อเกี่ยวกับอาหาร ชาวผู้ไทยในอดีตนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารที่จะต้อง “ คะลำ ” เพราะมีความเชื่อว่าอาหารบางชนิดกินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิดต่อโรค โดยเฉพาะ “ แม่อยู่คำ ” ( ผู้หญิงที่กำลังอยู่ไฟ ) จะกินกระต่ายและเก้งไม่ได้ แม่อยู่ไฟนี้จะ “ คะลำ ” ถี่มาก ตอนอยู่ไฟจะกินแต่ข้าวจี่ หน่อข่า ผักต่างๆ ( บางคนก็กินชะอมไม่ได้ ) ปูจี่ กบ เขียด ยังพอกินได้
แต่ในปัจจุบันนี้ ได้รับการอบรมด้านโภชนาการ ความเชื่อก็เปลี่ยนไปบ้างแล้วแต่กระต่ายและเก้งนี้ในปัจจุบันแม่อยู่ไฟก็ยัง กินไม่ได้ ซึ่งถ้ากินเข้าไปแล้วจะ “ ผิดกรรม ” คือ วิงเวียนปวดศีรษะ เจ็บไข้ไปทันที ต้องหายา ( สมุนไพร ) มาแก้