การป้านห้วยน้อย

%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2ห้วยน้อย เป็นสายห้วยเล็กๆ จึงเรียกว่า “ห้วยน้อย” บางตอนกว้างแค่วาเดียว แต่ลึกมาก เป็นสายห้วยที่ไม่ยาวนัก อยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศตะวันตก ไหลตกห้วยคันแทใหญ่ ผู้ที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย์ (น้องของพ่อตาของคุณสันดร คนซื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บ้านห้วยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกว่า “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลูกคนโต ชื่อสงคราม นายสงครามนี้เกิดปีสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงให้ชื่อว่า “สงคราม” นายบัง ได้มาตั้งศาลาที่ริมห้วยน้อยนี้ทําเป็นโรงฆ่าสัตว์ ก็เลยวานพี่น้องขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การถมดินให้เป็นคันกันน้ำนี้ท้องถิ่นอีสานเรียกว่า “ป้าน” ต่อไปจะใช้คํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ำไว้สําหรับล้างเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส้ พุง ของสัตว์ที่ชําแหละ พอหน้าน้ำหลากก็พัง พังแล้วก็ป้านอีก หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน (หมู่ที่ 1) นายไหลมีที่นาอยู่ที่นาขี้หมู เห็นประโยชน์จากน้ำห้วยน้อย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพ่อของกำนันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เข้าสู่นาขี้หมูโดยจะช่วยป้านห้วยน้อยให้เป็นคัน ป้านที่แน่นหนา นายบังเป็นคนใจกว้างมองการณ์ไกลและเห็นประโยชน์ร่วมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่น้องชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค่ 7 – 8 คน) มาขุดเหมืองให้น้ำเข้านา พร้อมกับไหว้วานพี่น้องระดมกําลังมาป้านห้วยน้อยจนเป็นคันป้านที่ใหญ่และแน่นหนา ประกอบกับช่วงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยู่ที่บ้านคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เป็นหัวหน้ากิ่ง ได้ลงมาควบคุมดูแลการป้านด้วย ทําให้การดําเนินการเป็นอย่างดี (สิน สุวรรณไตรย์. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์ ) ป้านห้วยน้อย ตรงนี้ต่อมาเรียกว่า “ป้านหลวง” ก็เลยมีฝายห้วยน้อยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มีปัญหา เพราะทําด้วยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําให้คลองพังอยู่บ่อยๆ จะเข้าหน้านาแต่ละปี ต้องซ่อมคันคลองเสียก่อน มีเรื่องเล่าขานว่า ปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำหลากมามากจนเหมืองห้วยน้อย พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ได้ไปยืนดูตรงใกล้ที่มันพัง ขณะที่ดูเพลินอยู่นั้นดินที่ตรงที่ลุงเจียงยืนอยู่ เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไม่ทันระวังตกก็ตกลงไปน้ำท่วมหัวลิบ และถูกน้ำพัดไปไกล โผล่ ขึ้นมาก็ว่ายเข้าฝั่งเพราะเป็นคนแข็งแรงและว่ายน้ำเก่ง คนจึงลือเล่าขานว่า “ลุงเจียงตกห้วยน้อย” (ต้องขอโทษลูกหลานของท่านด้วยที่เก็บเรื่องนี้มาเล่า มิได้มีเจตนาจะลบหลู่แต่ประการใด แต่เป็น เรื่องที่ระทึกขวัญทีเกิดขึ้นในบ้านเรา ) อยู่มาเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้ ทางกรมชลประทานได้มาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ระบายน้ำตามหลักวิชาการ จึงได้ฝายอย่างถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นับว่านายบัง สุวรรณไตรย์ นายไหล สุวรรณไตรย์ ตลอดทั้งญาติพี่น้องรุ่นนั้น ได้เอื้อประโยชน์ต่อท้องถิ่นบ้านคําชะอีอย่างมากมาย ทั้งได้น้ำเข้านา เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ตาน้ำใต้ดินก็ตื้นสะดวกแก่การขุดบ่อน้ำ (น้ำสร้าง) ได้น้ำ รดพืชผักสวนครัว และเป็นที่จัดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ำ) วังคะฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย์ นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จ้อ) สุวรรณไตรย์. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์)

สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้ผันเงินออกสู่ชนบท  บ้านคําชะอีได้ เงินผันก้อนนี้มารื้อไม้สะพานห้วยคันแทใหญ่แล้วเอามาสร้างเป็นสะพานข้ามห้วยน้อย เรียกกันติด ปากว่า “สะพานคึกฤทธิ์”    สะพานคึกฤทธิ์ถูกใช้มานานปี จนผุพัง ชำรุด  ในปี พ.ศ. 2552 ได้งบประมาณจากกรม ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา  บุตรดีวงค์  เป็นผู้ประสานของบส่วนนี้มาให้จํานวน  2 ล้านบาท เพื่อสร้างสะพานข้ามห้วยน้อยแทนสะพานคึกฤทธิ์  เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแน่นหนา  เป็นสะพาน 3 แยก  คือสร้างแยกเข้าเกาะสวรรค์ด้วย.

ที่มาของชาวคำชะอี#2

ชุมชนขยาย

บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ พ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหารหลังจากที่บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเมื่อปีพ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร มีกำนันปกครองเรื่อยมาดังนี้:-

  1. เจ้าพรหมรินทร์ (นายต้อน สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2450 – 2452
  2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต) พ.ศ. 2452 – 2462
  3. ขุนคําชะอีบํารุง (นายเนียม สุวรรณไตรย์) พ.ศ. 2462 – 2467
  4. ขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) พ.ศ. 2467 – 2482
  5. นายฟอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2482 – 2487
  6. นายคล้อย วังคะฮาต พ.ศ. 2487 – 2503
  7. นายตรอง อุปัญญ์ พ.ศ. 2503 – 2514
  8. นายจําลอง (เหลิน) อุปัญญ์ พ.ศ. 2514 – 2524
  9. นายแถม แสนโสม พ.ศ. 2524 – 2540
  10. นายเหมย สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2540 – 2543
  11. นายสกล คนซื่อ พ.ศ. 2543 – 2546
  12. นายทองปาน หาญจริง พ.ศ. 2546 – 2549
  13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย์ พ.ศ. 2549 – ปัจจุบัน

จากลําดับที่ 1 – 9 สืบค้นโดย อาจารย์นําชัย อุปัญญ์ จะเห็นว่ากํานันแต่ละคนนั้นเป็นคนบ้านคําชะอี ยกเว้นเมื่อสิ้นวาระของกํานันคนที่ 10 (นายสกล คนซื่อ) ชาวบ้านคําชะอีมีความแตกแยกด้านความคิด เมื่อเลือกกํานันคนที่ 11 จึงได้คนบ้านหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมื่อสิ้นวาระแล้วจึงเลือกกํานันคนที่ 12 ได้คนบ้านคําชะอีอีกครั้งหนึ่ง

ยกฐานะ

สมัย นายฟอง อุปัญญ์ เป็นกํานันตําบลคําชะอีนั้นได้ทําเรื่องขอยกฐานะตําบลคําชะอี ขึ้นเป็นกิ่งอําเภอคําชะอี และได้รบการยกฐานะเป็น “กิ่งอําเภอคําชะอี” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2484 ปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่ง (สมัยนั้นไม่ทราบว่าเรียกตําแหน่งว่าอย่างไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ  วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอ้วน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย์. 4 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ์) ที่ทําการกิ่งอยู่ตรงตลาด อบ.ต. ตรงข้ามกับโรงเรียนคําชะอีพิทยาคมในปัจจุบัน สถานีตํารวจอยู่บริเวณ ข้างบ้านอาจารย์บุษบา อุปัญญ์ ด้านทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน ปัจจุบัน และก่อนหน้าที่จะตั้งสถานีตํารวจนั้น บริเวณนี้เคยเป็นวัดป่ามาก่อน มีต้นโพใหญ่อยู่ 3 ต้น อยู่ข้างบ้านอาจารย์พิน สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น อยู่ฟากทางด้านทิศตะวันออกข้างสวนอาจารย์เพียร สุวรรณไตรย์หนึ่งต้น ใกล้ต้นโพต้นนี้กํานันฟองได้ขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อรูปทรงกระบอก ให้น้ำที่ใสเย็น รสดี ผนังบ่อก่ออิฐอย่างแน่นหนาเพื่อป้องผนังบ่อพัง ขอบบ่อสูงประมาณหนึ่งเมตรก่ออิฐโบกปูน อย่างดีและแน่นหนา นับเป็นบ่อน้ำที่ดีที่สุดในหมู่บ้านคําชะอี ชาวบ้านทั่วไปเรียกบ่อน้ำแห่งนี้ว่า  “น้ำสร้างหลวง” แต่เดียวนี้ถูกถมไปแล้วไม่เหลือร่องรอยอีกเลย ต้นโพอีกต้นหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ  ข้างบ้านคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามต้นแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นที่ร่มครึ้ม อยู่มาวัดป่าแห่งนี้ได้ย้ายมาอยู่ แห่งใหม่เป็นวัดโพธิ์ศรีแก้ว บริเวณนี้ก็เลยเป็นวัดร้าง (ตอนผู้เขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนี้มาก)

เดี๋ยวนี้ต้นโพทั้งสามต้นได้แก่ตายและถูกโค่นลงแล้วเมื่อประมาณ 30 กว่าปีมานี่เอง คุกที่ขังนักโทษนั้นอยู่แถวบ้านนางเพียน วังคะฮาต (คุณแม่ของคุณครูสุรพล วังคะฮาต)

วางผังหมู่บ้าน

ครั้นเมื่อตําบลคําชะอีได้ตั้งเป็นกิ่งอําเภอแล้วก็ได้จดผังหมู่บ้านปรับถนน ตัดซอยไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน ในปัจจุบันบ้านคําชะอีจึงเป็นบ้านที่มีแผนผังของหมู่บ้านเป็นสัดเป็นส่วนเรียบร้อย กว่าหมู่บ้านอื่นๆ

ตามแผนผังของหมู่บ้าน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธ์ของอาจารย์นําชัย อุปัญญ์ ได้สืบค้นได้ว่า ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตรย์ ) นายอําเภอมุกดาหาร ได้ออกมา วางแผนเมืองร่วมกันกับชาวบ้าน โดยได้ตัดถนนหนทางบ้านคําชะอีจากบ้านเหนือและใต้ และได้ให้  ชื่อถนน ดังนี้ :-
1. ถนนคําชะอี ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ขุนคําชะอีบํารุง { (นายนารี วังคะฮาต ) (อันนี้น่าจะผิด เพราะขุนคําชะอีบํารุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย์ กํานันคนที่ 3 พ.ศ. 2462 – 2467 ส่วนนายนารี คือขุนนิคมคําชะอี โปรดดูรายชื่อ กํานัน : ณรงค์) }
2. ถนนศรีมงคล ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ พระมหามงคล พระนักพัฒนาท้องถิ่นในสมัยนั้น
3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผ่นดินปัจจุบัน สายมุกดาหาร – กาฬสินธุ์) (เชื่อว่าตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ พระชลประทาน หรือ “เจ้าพระชล” : ณรงค์)
4. ซอยบริหารบํารุง เป็นชื่อของ หลวงบริหารชนบท
5. ซอยผดุงนิคม ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ์แก่ กํานันขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต)
6. ซอยอุดมราษฎร์ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ ราษฎรที่ช่วยกันพัฒนา
7. ซอยสะอาดนิรันดร์ (ไม่ทราบที่มา)
8. ซอยคําจันทร์ดําริ เป็นชื่อของครูใหญ่สมัยนั้น (นายวิชัย คําจันทร์ เดิมชื่อ นายทองคํา คําจันทร์) อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านคําชะอี
9. ซอยสีหไตรย์ เป็นนามสกุลของหลวงบริหารชนบท หลวงบริหารชนบทเดิมชื่อ ส่าน สีหไตรย์ ดํารงตําแหน่งนายอําเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหว่าง พ.ศ. 2476 – 2482 แล้วย้ายไปดํารงตําแหน่งข้าหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม ( เมือง มุกดาหาร : สุรจิตต์ จันทรสาขา หน้า 88)
10. ซอยวิไลวรรณ (เป็นชื่อของผู้ใหญ่บ้าน) (ไม่ปรากฏเห็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ใดที่มีชื่อนี้ ให้ดูการแยกหมู่บ้าน : ณรงค์ )
11. ซอยอุปัญญ์ประดิษฐ์ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่นายฟอง อุปัญญ์ อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านคําชะอี ในบริเวณกิ่งอําเภอคําชะอีเก่า ปัจจุบันทางไปบ้านนาปุ่ง และแถวๆ ป่าช้าดานตึง  (ปัจจุบันไม่มีแล้ว : ณรงค์) (ปริญญานิพนธ์ บทบาทของพ่อล่ามชาวผู้ไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร : นําชัย อุปัญญ์ 2538 หน้า 60 – 61)  พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คําชะอี มีความประสงค์อยากจะติดป้ายชื่อถนน-ซอย ต่างๆ เพื่อให้ เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน โดยกําหนดให้ถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เป็นเส้นแบ่งเขต ฟากถนนทาง ทิศตะวันออกให้เป็นซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเว้นหมายเลข 2) ส่วนฟากถนนทางทิศ ตะวันตกให้เป็นซอยหมายเลขตั้งแต่ 12 – 18 โดยให้นายณรงค์ อุปัญญ์ (ผู้เขียน) คิดตั้งชื่อซอยให้  โดยให้มีชื่อคล้องจองกัน ดังนี้ :-
12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเป็นซอยเข้าสํานักสงฆ์แก้งวังนอง วัดหรือสํานักสงฆ์ถือเป็น หนทางสู่ความสงบ สู่ทางสวรรค์วิมาน จึงเอาคําว่า “วิมาน” มาต่อท้ายคําว่า “วังนอง” โดยแผลง “วิ” ให้เป็น “พิ” ตามหลักภาษาไทย จึงให้ชื่อเป็นซอย “วังนองพิมาน” 13. ซอยประสานนฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจ้งและผู้ที่เห็นประโยชน์ได้ร่วมกัน ประสานดําเนินการสร้างซอยนี้ขึ้น โดยมี กํานันแถม แสนโสม นายลําทอง วังคะฮาต และอีกหลายคนเป็นผู้นํา แล้วพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเป็นค่าเครื่องจักรใน การก่อสร้าง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ ) นายณรงค์ อุปัญญ์ เป็นผู้ดําเนินการด้านเอกสารหนังสือ  ยินยอมบริจาคที่ดิน และอีกหลายคนร่วมกันประสานงานจนแทบจะกล่าวได้ว่าทั้งหมู่บ้านเลย  ซอยนี้จึงได้มีขึ้นมา
14. ซอยกิจจําเริญ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่นายลําทอง วังคะฮาต (หรือ “ลุงจําเริญ” เพราะ ท่านมีลูกคนแรกชื่อ นายจําเริญ เจ้าของโรงสี “เจริญทรัพย์” ในปัจจุบัน ) ท่านเป็นนักธุรกิจมีหน้า มีตา เป็นที่เคารพนับถือแก่บุคคลในซอยและบุคคลทั่วไป
15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งให้เป็นเกียรติ์แก่ นายโจม วังคะฮาต (หรือ “ตาเจียง” เพราะ ท่านมีลูกคนแรกชื่อ นางเจียง) ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในหลายด้าน เป็นช่างตีเหล็ก ช่างทําหลาปั่นฝ้าย ช่างไม้ พูดง่ายๆ คือสารพัดช่าง เป็นหม้อน้ำมันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ำดําเขียว  ลูกหลานชาวบ้านตกต้นไม้ควายชน หรืออุบัติเหตุใดๆ ได้รับบาดเจ็บ ก็มาหาท่านช่วยเยียวยา ค่ารักษา  แล้วแต่จะให้ ไม่เคยเรียกร้อง นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ในด้านศิลปะการบันเทิง ท่าน เป็นผู้นําในการฟ้อน “ละครกลองตุ้ม” และมีฝีมือในการดีด สี ตี เป่า ได้ไพเราะมาก
16. ซอยเกาะสวรรค์ เป็นซอยที่ไปสุดที่ห้วยน้อย ที่ห้วยน้อยมีเกาะอยู่กลางห้วย ชาวบ้าน ให้ชื่อว่า “เกาะสวรรค์” (ในปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2552 ได้สร้างสะพานข้ามห้วยน้อยและข้ามไปยังเกาะ สวรรค์แล้ว มีลักษณะเป็นสะพานสามแยก โดย ท่าน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค์ เป็นผู้ดึงงบประมาณแผ่นดินมาให้)
17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ ว่า “ซอยดอกบัว” เพราะซอยนี้ไปสิ้นสุดที่ห้วยน้อย ในห้วยน้อยมีดอกบัวขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเป็นนามซอย
18. ซอยดวงฤดี ตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อให้คําแรกคือ “ดวง” ไปสัมผัสกับคําว่า “หลวง” ในซอยพันดอกบัวหลวง และคําท้ายคือ “ดี” ให้ไปสัมผัสกับคําว่า “ศรี” ในถนนศรีมงคล