ที่มาของชาวคำชะอี#1

เล่าขานเรื่องบ้านคําชะอี โดยณรงค์ อุปัญญ์

ก่อนเข้ามาอยู่

ตรงที่เป็นหมู่บ้านคําชะอี ก่อนหน้าที่จะกําเนิดเกิดเป็นหมู่บ้านนั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งของ บริเวณดงหนาป่าทึบอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นดงที่อุดมสมบูรณ์มากและมีเนินเขาหลายลูกที่เป็นต้น กําเนิดของลำห้วยหลายสายกระจัดกระจายอยู่ มีลำห้วยที่ใหญ่และยาวสุดที่สุดในบริเวณนี้ ต้นของ ลําห้วยสายนี้อยู่ที่ภูสีฐานอําเภอคำชะอี ไหลผ่านอําเภอหนองสูง อำเภอนิคมคําสร้อย มีลําห้วยหลายสายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกที่กล่าวแล้ว ไหลมาสมทบทําให้เป็นลําห้วยสายใหญ่ แล้วไปตกแม่น้ำโขงทีอําเภอดอนตาล ลําห้วยสายใหญ่สายนี้เรียกว่า “ห้วยบังอี่” ดงหนาป่าทึบทั้งสองฟากฝั่งลําห้วยบังอี่นี้จึงเรียกว่า “ดงบังอี่” เป็นดงที่กว้างใหญ่กินเนื้อที่อําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อําเภอนิคมคําสร้อยและอําเภอดอนตาล ทั้งหมดนี้อยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร

บรรพบุรุษเดิม

ผู้ไทยเราเคยมีประวัติเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัย “อาณาจักรน่านเจ้า” เรื่อยลงมาถึง “สิบสองเจ้าไทย” หรือ “สิบสองจุไทย” ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะกล่าวเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษ ของผู้ไทยชาวบ้านคําชะอีพอสังเขปเท่านั้น

บรรพบุรุษของชาวบ้านคําชะอี ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นชนเผ่า ผู้ไทยดํา เท่าที่ผู้รู้ค้นพบได้บันทึกไว้ว่าเดิมผู้ไทยเผ่านี้มีนิวาสถานอยู่ที่ เมืองแถน หรือ เมืองแถง (หรือ เมืองนาน้อยอ้อยหนู หรือ เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู) เมืองนี้ในปัจจุบันคือ เมืองเดียนเบียนฟู ใน ประเทศเวียดนาม ที่เรียกว่า ผู้ไทยดํา นั้น ไม่ใช่ว่าผู้ไทยเผ่านี้มีผิวสีดํา เพราะผิวผู้ไทยนั้นออกจะดําแดง ถึงขาวแดง แต่เรียกตามสีของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ผู้ไทยเผ่านี้ชอบใช้สีดํา เพราะในสมัยนั้นชนเผ่านี้ ได้รู้จักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมื่อสกัดออกมาแล้วจะได้สีเป็นสีคราม ต่อมาพืชชนิดนี้จึงเรียกว่า “ต้นคราม” กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากต้นครามนี้มีขบวนการที่ซับซ้อนพอสมควร ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาอันสูงส่งของบรรพบุรุษสมัยนั้น ที่ยังไม่รู้จักคําว่า “เทคโนโลจี” เลย เมื่อนําผ้า (ที่ผลิตด้วยมือและมีขบวนการที่ซับซ้อนเช่นกัน) มาย้อมกับสีที่สกัดได้เสร็จแล้วจะได้ผ้าสีดํา คราม ซึ่งในความรู้สึกของผู้ไทยเผ่านี้ว่าเป็นสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผ้าสีดําครามนี้มาตัดเย็บ (ด้วยมือ) เป็นเสื้อ กางเกง ผ้าถุง หรือแม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่มอื่นๆ เสื้อผ้าสีดําครามนี้จะเป็นที่นิยม ใส่เป็นประจําไม่ว่าจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร่ ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีต่างๆ

การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดํานี้ จึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้ไทยเผ่านี้ จึงได้รับขนานนามว่า “ผู้ไทยดํา” ส่วนผู้ไทยอีกเผ่าหนึ่งอยูที่ “เมืองไล” ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยู่ตอน เหนือของเมืองแถนขึ้นไปใกล้กับดินแดนจีน คงจะย้อมผ้าสีครามได้เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากอยู่ใกล้จีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุ่งขาวห่มขาว ผู้ไทยเมืองไลนี้จึงชอบนุ่งขาวห่มขาว เหมือนชาวจีน เลยได้ขนานนามว่า “ผู้ไทยขาว” อยู่มาเมืองแถนเกิดทุพภิกขภัย คือภัยจากธรรมชาติ ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวยาก หมากแพง เจ้าเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หนำซ้ำเจ้าเมืองอาจไปข่มเหงรังแกชาวเมืองก็เป็นได้ ชาวเมืองแถนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งจึงอพยพหนีลงมาอาศัยอยู่กับเจ้าอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันท์จึงให้ผู้ไทยกลุ่มนี้ไปอยู่ที่ “เมืองวัง” และต่อมาได้ขยับขยายไปเป็นอีก หลายเมือง เช่น เมืองบก เมืองผาบัง เมืองอ่างคํา เมืองพิน เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคําอ้อ เมืองเซียงฮ่ม เมืองพาน เป็นต้น (เมืองเหล่านี้อยูในแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว) บรรพบุรุษของชาวบ้านคําชะอีเป็นชาวเมืองวัง

ถูกกวาดต้อน

ประเทศลาวได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ให้กองทัพสยาม ขึ้นไปปราบได้สําเร็จและได้กวาดต้อนผู้คน รวมทั้งผู้ไทยเมืองต่างๆ เข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงด้วย ผู้ไทยที่ถูกกวาดต้อนมานี้ บางกลุ่มขออาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำโขงเพราะใกล้กับบ้านเก่า  เมืองเก่าที่เคยอยู่เดิม เช่น ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัด มุกดาหาร เป็นต้น บางกลุ่มก็ให้ไปอยู่ใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ เช่นที่อําเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ ยังมีชาวผู้ไทยอีกเป็นจํานวนมากที่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองหลบหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ป่า ซึ่งกองทัพสยามไม่สามารถกวาดต้อนลงมาได้ ครั้นบ้านเมืองสงบจึงกลับออกมาตั้งบ้านตั้งเมืองอีก  ในปัจจุบัน ชาวผู้ไทยที่อยู่ทางฝั่งลาวจึงมีอยู่มากมายหลายเมือง  ผู้ไทยเมืองวังและเมืองคําอ้อกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกกวาดต้อนมา จํานวน 1,658 คน มี “ท้าวสิงห์”  เจ้าเมืองคําอ้อเป็นผู้นํา ได้ขอเข้าไปอยู่กับ พระจันทรสุริยวงค์ (พรหม) เจ้าเมืองมุกดาหารคนที่ 3 (พ.ศ. 2384 – 2405) สันนิษฐานว่า เจ้าเมืองมุกดาหารให้ผู้ไทยกลุ่มนี้ไปอยู่ที่เมืองใหม่ ปัจจุบันคือ บริเวณตั้งแต่สี่แยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนส่ง พร้อมทั้งที่ริมถนนพิทักษ์พนมเขตด้านทิศเหนือ ตั้งแต่สี่แยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโค้งเมืองใหม่ คือตรงข้ามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทางเหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท์ ตอนนั้นเป็น “ป่าไม้กุง ไม้จิก ไม้ฮัง” ได้สัมภาษณ์ นาย ประดิษฐ์ สลางสิงห์ อายุ 63 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2552 ได้ยืนยันว่า มีพี่น้องชาวบ้านคําบกรุ่นปู่ (ซึ่งเป็นผู้ไทยเชื้อสายเดียวกับบ้านคําชะอี) กลุ่มหนึ่ง ได้ย้อนกลับขึ้นไปอยู่บริเวณดังกล่าวนี้เมื่อ  100 ปีกว่ามานี้ เพราะคงจะเห็นว่าเป็นที่บรรพบุรุษเคยอยู่ และขณะนั้นกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า  ไม่มีเจ้าของ เมื่อขึ้นไปอยู่แล้วก็แผ้วถางเป็นที่ทํามาหากินและจับจองเป็นของตน จนได้เป็น เจ้าของที่ดินบริเวณนี้อย่างกว้างขวาง อยู่มาความเจริญเข้ามาถึงก็ได้แบ่งขายให้นักธุรกิจไปเสียเป็น ส่วนมาก โดยเฉพาะที่ติดกับถนนใหญ่ ในปัจจุบันนี้ พี่น้องของนายประดิษฐ์รุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังอยู่ที่นี่ และไปมาหาสู่กันเป็นประจํา และมีนามสกุล “สลางสิงห์” ยกเว้นผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้ว ส่วนภาษาพูดนั้นเป็นลาวไปแล้ว เพราะถูกลาวกลืน

หาที่อยู่ใหม่

อยู่กับเจ้าเมืองมุกดาหารชั่วระยะหนึ่งก็ขออนุญาตจากเจ้าเมืองมุกดาหารออกสํารวจหาทำเลที่จะตั้งหลักแหล่งแห่งใหม่ เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงให้คณะออกสํารวจเรื่อยมาทางทิศตะวันตกของเมืองมุกดาหาร โดยให้ท้าวสิงห์ เจ้าเมืองคำอ้อเป็นผู้นำ (เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้ตั้ง หนองสูงเป็น “เมืองหนองสูง” ท้าวสิงห์เจ้าเมืองคําอ้อผู้นำก็ได้รับโปรดเกล้าให้เป็น “พระไกรสรราช” เจ้าเมืองหนองสูงคนแรก) ตอนแรกได้มาพักอยู่ที่แห่งหนึ่ง (อยู่ระหว่างบ้านตากแดดและบ้านหนองเอี่ยนทุง) แต่เห็นว่าบริเวณดังกล่าว “เป็นโคก เป็นแหล เป็นแฮ้ เป็นทราย เอ็ดโสนมิพอได้ เอ็ดไฮ้มิพอกิน” (เป็นโคก เป็นแหล เป็นแห่(ลูกรัง) เป็นทราย ทําสวนไม่พอได้ ทําไร่ไม่พอกิน) ผู้ไทยไม่ชอบอยู่ บริเวณที่ผู้ไทยชอบอยู่คือใกล้ภูเขา (มองเห็นภูเขาแล้วรู้สึกสบายใจ) ใกล้สายน้ำลําห้วย “ขึ้นบนภูให้ได้กินกระรอก กระแต ลงในน้ำให้ได้กินปลากั๊งปูหน” จึงได้สํารวจต่อเรื่อยลงมาทางทิศใต้เข้าสู่ดงบังอี่ซึ่งเป็นดงหนาป่าทึบ จนมาเห็นบริเวณแห่งหนึงมีสายน้ำเล็กๆ และบริเวณ รอบๆ ก็อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นเหมาะแก่การเพาะปลูก ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจที่จะพักอยู่ที่นี่เพื่อ  สํารวจที่ทางต่อไป ส่วนชาวเมืองคําอ้อนั้นได้เดินสํารวจต่อลงไปทางทิศใต้จนได้ที่เหมาะสมแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากลงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงพักและจับจองไว้เพื่อที่จะตั้งเป็นหลักแหล่ง ซึ่งใน ปัจจุบันนี้คือ บ้านหนองสูง

ที่มาของชื่อหมู่บ้าน

สาเหตุที่ตั้งชื่อของหมู่บ้านว่า “คําชะอี” นั้นได้มีผู้เล่าให้ฟัง ซึ่งมีหลายความเห็น  ดังต่อไปนี้

  1. สายน้ำตรงที่ชาวเมืองวังพักอยู่ตอนแรกนี้เ ป็นสายน้ำซับ ซึ่งผูไทยเรียกว่า “น้ำคํา” มีน้ำใสเย็นไหลตลอดปี ในป่าบริเวณรอบๆ มีจั๊กจั่นชนิดหนึงจํานวนเรือนหมื่นอาศัยอยู่ เสียงมันร้องที่หูผู้ไทยได้ยินเป็นเสียง “อี ๆ ๆ ๆ…” ลากเสียงยาวต่อกัน ผู้ไทยจึงเรียกว่า “จักจั่นแมงอี” ตามเสียง ร้องของมัน ตอนกลางวันมันจะพากันบินลงกินน้ำที่สายน้ำคำนี้ทุกวันจนสิ้นอายุขัยของมัน จึงเรียกสายน้ำแห่งนี้ว่า “สายคำแมงอี” อยู่มาก็เพี้ยนเป็น “คำสระอี” แล้วก็เพียนอีกเป็น “คำชะอี” ชื่อของหมู่บ้านจึงเป็น “บ้านคำแมงอี” แล้วเปลี่ยนเป็น “บ้านคำสระอี” สุดท้ายกลายมาเป็น “บ้านคำชะอี” จนถึงปัจจุบัน
  2. “คำชะอี” เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ทั่วไปในดงนี้ ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอม เปลือกและแกนลําต้นก็หอมเหมือนดอก ชาวบ้านมักนิยมนํามาอบเสื้อผ้าทําให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมด้วย จึงได้เอานามของต้นไม้นี้มาเป็นชื่อของหมู่บ้าน ต้นไม้ชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปนานแล้ว
  3. ตอนผู้เขียนเป็นเด็ก คุณแม่เคยเล่าให้ฟัง และเมื่อโตขึ้นมาก็มีคุณลุงฮัน (นายโจม คนซื่อ คุณพ่อของนายสันดร คนซื่อ) ได้เล่าให้ฟังอีกมีเนื้อความต้องกันว่า ตอนแรกนั้นหมู่บ้านนี้มี ชื่อว่า “บ้านดงหมากบ้า ป่าเครือเขือง” เพราะรอบๆหมู่บ้านนั้นเป็นป่ารกมีเครือเถาสะบ้า และเครือเถาเขืองมากมาย วันหนึ่งผู้ชายชื่อว่า “ตาคํา” ได้สะพายข้องเดินเข้าป่า อาจจะหาของป่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เถาสะบ้าก็เกาะเกี่ยวเอาข้องที่สะพายนั้น แกต้องหยุดปลดออก อีกไม่นานก็ไปติดเถาเขือง ต้องหยุดปลดอีก ทําให้การเดินป่าเป็นไปอย่างลําบากทุลักทุเล เพราะเถาสะบ้าและเถาเขือง เหตุการณ์ที่ถูกเถาสะบ้าและเถาเขืองมาเกี่ยวติดข้องบ่อยเข้าๆ แกก็โมโหจนเหลืออด ก็เลย “ป้อย”  (สาป) ให้เสือมาคาบเอาข้องไปกิน อยู่มาตาคําได้วางข้องไว้ ตัวเองไปธุระ (คิดว่าอาจจะไปถ่ายทุกข์) จึงได้วางข้องไว้ พอกลับมาหาข้องปรากฏว่าข้องได้หายไปแล้ว เห็นแต่รอยเท้าเสือตรงที่วาง ข้องไว้นั้น ก็เลยแปลกใจว่าทําไมเพียงแค่คําป้อยนี้เ สือก็คาบเอาไปจริงๆ แกก็เลยครวญกับตัวเอง ด้วยความแปลกใจว่า “อี๋ เนาะ เพิ้งเด้เนาะ อี๋ อี๋ ๆ ๆ ๆ ๆ” (เอ้ เป็นจริงแท้นะ เอ้ เอ ๆ ๆ ๆ) อยู่มาคน ก็เรียกดงนั้นว่า “ดงตาคําอี” จึงได้เอาชื่อดงนี้มาเป็นชื่อหมู่บ้าน “คําชะอี” สามความเห็นนี้ขอฝากท่านผู้อ่านพิจารณา นอกจากนี้ยังมีผู้เชื่อว่า ชื่อบ้านคําชะอี เอามาจากชื่อ บ้านคําสะอี ที่เมืองพินประเทศลาว  และเชื่อว่าผู้ไทยบ้านคําชะอีเคยอยู่ที่นั่น เมื่อถูกกวาดต้อนอพยพมาจึงเอานามบ้านเดิมมาตั้งชื่อบ้าน ใหม่แห่งนี้ เรื่องนี้ ผู้เขียนได้ไปถึงบ้านคําสะอี ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ได้ สัมภาษณ์ผู้เฒ่าสามคน คือลุงเซียงสา อินทิลาด (สะกดตามภาษาลาว) อายุ 70 ปี ลุงสะหว่าง ไซยะจัก อายุ 73 ปี และป้ามอน ไซยะจัก เมียลุงสะหว่าง อายุ 72 ปี ได้ความว่า บรรพบุรุษมาจาก บ้านห้วยสาน บ้านเฟือง เมืองเซโปน อพยพมาอยูกับชาวบ้านนาแซง (ซึ่งติดกับบ้านคําสะอี) และ ได้มาตั้งบ้านคําสะอีขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1933 (ตรงกับ พ.ศ. 2476) อายุบ้าน 76 ปี แต่บ้านคําชะอีเรา อายุ ประมาณ 160 กว่าปี เป็นอันเชื่อได้ว่า ชื่อ “บ้านคําชะอี” ไม่ได้เอาชื่อมาจาก “บ้านคําสะอี”  เมืองพิน ประเทศลาวแน่นอน และภาษาพูดของชาวบ้านคําสะอีเป็นภาษาผู้ไทยอยู่ แต่สําเนียงไม่เหมือนผู้ไทยบ้านคําชะอี ขณะที่สัมภาษณ์ ผู้เฒ่าทั้งสามยังได้ทกผู้เขียนว่า “ฟังเสงเจ้าแล้ว คือเสง ไทเมิงวัง” (ฟังเสียงสําเนียงพูดเจ้าแล้ว เหมือนเสียงชาวเมืองวัง)

ที่พักตอนแรก

บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ “ดานตึง” อยู่ที่ริมสายน้ำคําด้านตะวันออกนั้น (ตั้งแต่หน้าเมรุออกมาจนถึงถนนใหญ่และข้ามฟากไปทางทิศตะวันออก) เป็นลานหินเรียบสลับกับที่โล่ง เมื่อ เดินย่ำลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง “ตึง ๆ” ทุกครั้งที่เท้าย่ำลง เป็นที่น่าอัศจรรย์ บรรพบุรุษเชื่อว่ามี  โพรงหรือถ้ำอยู่ใต้ลานหิน เมื่อย่ำเท้าลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงก้องดังตึงๆ ดังกล่าวแล้ว จึงได้ขนานนามบริเวณนี้ว่า “ดานตึง” มาจนถึงปัจจุบัน

แต่ในปัจจุบันนีเสียงก้องดังตึงๆ ไม่ได้ยินแล้วเพราะมีการเอาดินมาถมให้สูงขึ้นเพื่อปรับบริเวณแห่งนี้ให้เหมาะแก่การใช้สอย เช่น ทําเป็นที่สร้างเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เป็นต้น

ผู้นํา

จากหนังสือ “เมืองมุกดาหาร” ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ “เล่าเรื่องเมืองหนองสูง” ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ไทยเมืองวังระดับผู้นําที่อพยพมาพร้อมกับ  ท้าวสิงห์เจ้าเมืองคําอ้อในครั้งนั้น มี ท้าวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (น่าจะเป็นต้นสกุล “สุวรรณ ไตรย์” ) พระศรีวังคะฮาต (น่าจะเป็นต้นสกุล “วังคะฮาต”) ท้าวอุปคุต (จะเป็นต้นสกุลใดไม่ ทราบ) พร้อมทั้งญาติพี่นอง ลูกน้อง และบริวารอีกที่ไม่ปรากฏชื่อ เชื่อว่ามาเป็นคณะมีมากกว่า 20 คน และต้องมีอาวุธครบมือ จะมาน้อยคนไม่ได้เพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยังเป็นดงหนาป่าทึบ ดงช้างป่า เสือ ภัยอันตรายมีอยู่รอบด้าน

สํารวจพื้นที่

พอได้พักและสร้างเพิงที่พักเป็นที่เก็บ “ข้าวไถ้ ข้าวถง กระบอกพริก ปลาแดก เกลือ เครื่องนอน” ต่างๆ แล้ว ชาวเมืองวังกลุ่มนี้ก็พากันแบ่งเป็นคณะแยกทางออกสํารวจป่ารอบๆดานตึงนั้น ทุกทิศทางจากระยะใกล้แล้วก็ไกลออกไปเรื่อยๆ ใครชอบตรงใดที่เป็นที่ราบเหมาะที่จะเป็นนาก็หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีน้อย ที่ดนที่เป็นดงหนาป่ามีมากมายและไม่มีการ หวงห้ามแต่อย่างใด แต่ละคนก็ได้ที่ดินที่ตัวเองสํารวจและจับจองกันอย่างกว้างขวาง บางคนเอา ทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต้ (นาขี้หมู นาหนองแจ้ง) บางคนก็เอาทางทิศ ตะวันตก เป็นต้น และเมื่อพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแล้วเห็นว่าเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหล่ง ที่นี่ กล่าวคือ มีที่ราบกว้างขวางอยู่ท่ามกลางภูหลายลูกอ้อมถึงสามด้าน ทางทิศตะวันออกมีภู (ต่อมาเรียกภูนาหลวง) ทอดยาวต่อลงไปทางทิศใต้ถึงภูผากูด (ตอนนั้นยังไม่ตั้งชื่อ) ไกลลงไปทางด้านทิศใต้ ถึงบริเวณที่ท้าวสิงห์และชาวเมืองคําอ้อสํารวจ (เชื่อว่าผู้ไทยพี่น้องสองเมืองนี้ต้องติดต่อกันตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจ้อก้อ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบ้านแก้งช้างเนียม) ส่วนสายน้ำลำห้วยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายห้วยยาวสองสาย (ห้วยคันแทใหญ่ และห้วยคันแทน้อย) ใกล้ๆ ที่จะตั้งเป็นบ้านก็มีสายห้วยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เป็นสายห้วยที่ต่อจากสายคําแมงอีลงไปตกห้วยคันแทใหญ่ (ปัจจุบันคือห้วยสายนา) ทางตะวันตกก็มอีกสายหนึ่งไหลตกห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน (ปัจจุบันคือห้วยน้อยซึ่งอยู่ติดหมู่บ้านทางทิศตะวันตก) สรุปแล้วก็คือ “ขึ้นภูก็ได้กินกระรอก กระแต ลงน้ำก็ได้กินปลากั้งปูหน” จึงตกลงใจแน่นอนว่าจะพากัน  ตั้งหลักปักฐานกันที่นี่ ประกอบกับที่ได้ประสานไปยังพี่น้องเมืองคําอ้อก็ทราบว่าจะตั้งหลักแหล่งที่นั่นเหมือนกัน (บ้านหนองสูง) เห็นว่าดีแล้วพี่น้องสองเมืองที่เคยฝ่าทุกข์ฝ่ายากมาด้วยกันจะได้อยู่ ใกล้กัน จะได้ไปมาหาสู่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ต่อมาก็เป็นจริงตามนั้น)

เริ่มลงมือ

เมื่อหักล้างถางพงลงเป็นสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหล่งที่นี่แล้ว ก็เข้าไปแจ้งเจ้าเมืองทราบ และอพยพครอบครัวตามมาแล้วเข้าไปอยู่ประจําที่สวนของตน “เครื่องปลูก ของฝัง” จากการทํา สวนตอนแรกก็จะปลูก “ข้าวไร่” เป็นหลัก ที่รองลงมาก็มีฝ้าย คราม ฟักทอง แตงชนิดต่างๆ พริก เป็นต้น คือคิดดูว่าสิ่งจําเป็นต่อชีวิตในรอบปีนั้นมีอะไร ก็ทําการหาสะสมเพื่อแก่การที่จะตั้งเป็น หลักแหล่งยาวนานต่อไป ส่วนปู ปลา ตามลําห้วยต่างๆ มีมากมาย “เป็นชั้น เป็นหลืบ” สัตว์ป่า ทั้ง เล็กและใหญ่ธรรมชาติสรรสร้างไว้ให้อย่างเหลือเฟือ พอปีที่ 2 – 3 – 4 ตอไม้เล็ก ตอไม้ใหญ่ บางส่วนก็เริ่มผุพัง จึงได้เริ่มที่จะปรับเป็นนาและขยายให้เป็นนาออกไปเรื่อยๆ

 ประชากรเพิ่มเริ่มเป็นชุมชน

ส่วนพี่น้องที่อยู่เมืองวังที่หนีหลบเร้นไปอยู่ตามป่าเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบ้านเมืองสงบ แล้วก็ได้กลับเข้ามาอยู่เมืองวังอีก และได้สืบทราบว่า พี่นองที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเมือคราวสงครามนั้น กลุ่มหนึ่งอยู่ที่บ้านคําชะอี เมืองมุกดาหาร ด้วยความรัก คิดถึงและห่วงใยต่อญาติพี่น้อง จึงได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน (สมัยนั้นไปง่ายมาง่ายเพราะลาวยังเป็นของไทย อยู่จะยากแต่ต้องนั่งเรือพายข้ามแม่น้ำโขงและต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นเวลาหลายคืนเพราะจาก บ้านคําชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ได้เห็นสภาพพื้นที่เป็นที่ราบกว้างขวาง ดินดี และอุดมสมบูรณ์ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพี่น้องได้หลายคนอพยพตามมาอยู่ด้วย และหลายปีต่อมา ลูกหลานได้เกิดมาจํานวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเป็นบ้านเล็กๆ เป็นชุมชนย่อมๆ กระจาย กันอยู่ เช่น

บ้านคําสระอี เอาชื่อตามสายคําแมงอี ต่อมาก็เป็น บ้านคําชะอี เป็นบ้านที่ใหญ่กว่าเพื่อนปัจจุบันก็คือหมู่ที่ 4 และ 14

บ้านโพนแดง บ้านนี้อยู่ติดกับห้วยคันแทใหญ่ตรงที่เป็นห้วยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอกนี้เป็นวังน้ำลึก น้ำใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสัตว์ประหลาดสีเทาค่อนข้างดําโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ตรงลําคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผู้ไทยเรียกว่า “คอก่าน” วังนี้จึงได้ชื่อว่า “วังคอก่าน” ใต้วังคอก่านลงไปเป็นแก้งหิน (แก่งหิน) จึงทําให้วังคอก่านเป็นวังน้ำลึก “น้ำเจิ่งนอง” อยู่ตลอดปี แก้งหิน ตรงนี้จึงเรียกว่า “แก้งวังนอง”บ้านโพนแดงตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแก้งวังนอง (การเรียกฝั่งของห้วย หรือฝั่งแม่น้ำว่าฝั่งไหนเป็นฝั่งซ้าย ฝั่งไหนเป็นฝั่งขวานั้น มีข้อตกลงเป็นสากลว่า ให้หันหน้าไปตามทางน้ำไหล ฝั่งที่อยู่ทางขวามือเรียกว่าฝั่งขวา ฝั่งที่อยู่ทางซ้ายมือเรียกว่าฝั่งซ้าย) มีเนื้อที่ประมาณตั้งแต่ที่ดินคุณอินทา วังคะฮาต ที่ดินของคุณครูบุญเพ็ง สุวรรณไตรย์ แผ่ขึ้นทางทิศเหนือรวมเอา ที่เป็น “สํานักสงฆ์แก้งวังนอง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วัดแก้งวังนอง” ด้วย

บ้านฟากห้วย อยู่ฝั่งขวาของห้วยคันแทใหญ่เหนือบ้านโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตร ตามลําห้วย บ้านนี้อยู่ตรงข้ามกับโรงสีใหญ่เจริญทรัพย์

บ้านตาดโตน อยู่ฝั่งขวาของห้วยคันแทใหญ่เช่นเดียวกัน แต่อยู่เหนือบ้านฟากห้วยขึ้นไป ประมาณ 800 เมตร ตามลําห้วย บ้านตาดโตนนี้จะใหญ่เป็นที่สองรองจากบ้านคําชะอี เพราะมีวัด วา อาราม

บ้านหนองไหล อยู่ติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยู่ทางตะวันตกของนาหนองแจ้ง ไหลลงสู่ห้วยคันแทน้อย บ้านหนองไหลในปัจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคล้าย วังคะฮาต (พ่อตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณข้างเคียง

อยู่มา บ้านโพนแดง บ้านฟากห้วย บ้านตาดโตน บ้านหนองไหล ก็ร้างเพราะอพยพเข้ามา อยู่บ้านใหญ่ คือบ้านคําชะอี เพราะที่เคยอยู่เดิมนั้นเห็นว่ามันเหมาะที่จะเป็นนามากว่า และก็มี หลายครอบครัวอพยพไปอยู่ถิ่นอื่น จังหวัดอื่น ชุมชนขยาย บ้านคําชะอีได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ พ.ศ. 2450 ได้รับยกฐานะเป็น  ตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร

ข้อมูลจาก เล่าขานเรื่องบ้านคำชะอี โดยณรงค์ อุปัญญ์